ผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง

ใครจะไปรู้ว่าผักพื้นบ้านธรรมดาทั่วไปที่เรากินกันอยู่ในทุกๆวันและเราสามารถปลูกกันได้ทุกหลังคาเรือนนั้นแท้จริงแล้วสามารถต้านโรคมะเร็งได้ โดยผักเหล้านี้นั้นมีสรรพคุณที่สามารถช่วยต้านมะเร็งได้ในระดับไหนนั้นก็จะอยู่ที่การบริโภคของแต่ละบุคคลนั่นเอง 

ยาที่ดีที่สุดสำหรับคนเรานั้นก็เป็นสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผัก เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ หากเรานั้นมีการเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์นั้น สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเรานั่นเอง โดยสรรพคุณสมุนไพรพื้นบ้านของไทยนั้นที่มีสรรพคุณในการต้านโรคมะเร็ง ก็จะประกอบไปด้วย ผักสะเดา ผักชนิดนี้นั้นจะมีรสชาติขมแต่มีประโยชน์มากมายเลยไม่ว่าจะเป็นการบำรุงร่างกายภาย

ในการขับเสมหะ ลดไข้ แก้ท้องผูกขับลมและยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอกและมะเร็งได้อีกด้วย สำหรับคนที่ชอบรับประทานของขมก็ไม่มีปัญหาในการทานผักชนิดนี้แน่นอนแต่สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานของขมก็อาจจะมีการกินผสมกับน้ำพริกที่หวานๆเช่นน้ำพริกถั่วเป็นต้น หรืออาจจะเลี่ยงไปทานผักสมุนไพรชนิดอื่นๆก็ได้ 

ผักชีลาว เป็นผักสีเขียวที่สามารถช่วยแก้ในเรื่องอาการท้องผูก ขับลมแก้อาการวิงเวียนศีรษะ สามารถช่วยเริมเพิ่มภูมิต้านทานได้และมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งต่างๆได้อีกด้วยผักชนิดนี้ไม่มีรสชาติขมสามารถรับประทานได้ง่ายแต่อาจจะมีกลิ่นฉุนก็อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นฉุนนั่นเอง ผักแขยงเป็นผักที่พบได้มากในภาคอีสานแต่ในปัจจุบันอาจจะมีการนำมาปลูกในภาคต่างๆด้วย

โดยในผักชนิดนี้นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากและมีฤทธ์ในการต่อต้านเซลล์มะเร็งได้เช่นเดียวกัน ผักติ้ว เป็นผักที่ขึ้นในแถบภาคอีวานเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน คนอีสานมักนิยมนำมารับประทานเป็นผักแกล้มน้ำพริกและสามารถหาทานได้ง่าย มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมีฤทธิ์สามารถช่วยต้านมะเร็งตับได้ดี ขี้เหล็กเป็นผักที่มีรสชาติและรสชาติความขมของผักชนิดนี้นี่เองทำให้ขี้เหล็กนั้นมีฤทธ์มากที่สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็วได้อย่างดี ว่าได้ว่าหวานเป็นลมขมเป็นยาทีเดียวและในสมัยนี้ยังหาทานได้ไม่ยาก เพราะขี้เหล็กนั้นเมื่อนำมาประกอบอาหาร่นแกงกะทิแล้วนั้นถือว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติกลมกล่อมเลยทีเดียว

โยผักทั้งหมดที่กล่าวไปนั้นล้วนเป็นผักพื้นบ้านที่สามารถหาได้ในประเทศไทยและมีการเจริญเติบโตของผักแทบจะทุกภาคของประเทศ และล้วนเป็นผักที่เป็นส่วนประกอบของอาหารไทยทั้งสิ้นประโยชน์ของผักเหล่านี้นั้นไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะด้านโภชนาเท่านั้นแต่ยังมีประโยชน์สามารถใช้เป็นยาได้อีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

โรคเอดส์นั้นติดได้ทางใดบ้าง  

     โรคเอดส์ที่หลายคนนั้นคิดว่าเป็นโรคที่ติดต่อได้เพียงแค่เรานั้นนั่งข้างๆหรือว่าอยู่ใกล้กันแต่ว่าจริงๆแล้วนั้นไม่ใช่  วันนี้เราจะมาแนะนำและทำความเข้าใจกันใหม่ว่า   ที่แท้นั้นการที่เราจะติดต่อกับโรคนี้เราต้องติดต่อทางไหน  และเรานั้นสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่  เพื่อที่จะได้อยู่รวมกันอย่างถูกต้อง   

โรคเอดส์นั้นสามารถที่จะติดต่อได้ทางไหนบ้าง   

โรคเอดส์หรือว่าเอชไอวีนั้นที่เรากลัวเราจะสามารถที่จะติดโรคนั้นได้ด้วยการที่เรามีเพศสัมธ์หรือว่า  เลือด   ทางอสุจิ  หรือว่าน้ำหล่อลื่น  ที่อยู่ในช่องคลอด  หรือว่าทางทวารหนัก  และก็รวมไปถึงการที่เราให้นมลูกเราด้วย     เพราะว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนั้นจะมาจากทางการที่มีเพศสัมพันธ์  หรือว่าเรามีบาดแผลและได้แผลของเรานั้นได้ไปติดเลือดของคนที่ติดเชื้อเอดส์มา  หรือว่าเป็นการติดเชื้อทางอวัยวะทางเพศชาย  ทางทวารหนักแบบนี้เป็นต้น  

การที่เราติดเชื้อเอดส์มาจากทางช่องทางไหน 

  • การที่เรามีเพศสัมพันธ์โดยที่เราไม่รู้ป้องกัน    การที่เรามีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดจะมีโอกาสที่ติดเชื้อได้ง่าย  ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายรุกหรือว่าฝ่ายรับนั่นเอง  
  • การที่เราใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนที่เชื้อ  การทเราจะใช้เข็มฉีดยาร่วมกันนั้นส่วนมากจะเป็นจำพวกที่ใช้สารเสพติดเพราะว่าจะใช้เข็มอันเดียวในในทิ่งลงไปที่เส้นเลือด  จากนั้นก็ได้มีการใช้ต่อ  การที่เราใช้ต่อกันและใช้ซ้ำๆนั้นก็เลยทำให้เราติดเชื้อนั่นเอง   
  • การแพร่จากแม่ลูกลูกน้อย  ไม่ว่าจะเป็นการตั้งท้อง  หรือว่าระหว่างที่เราจะคลอด  หรือว่าการที่เราให้นมลูกนั้นก็ล้วนเป็นความเสี่ยงทั้งนั้นถ้าแม่ได้รับเชื้อเอชไอวี   
  • การที่เรามีเพศสัมพันธ์ทางปาก   อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงแต่ว่าก็น้อยมาก   แต่ก็สามารถที่จะเกิดขึ้รนได้  ถ้าฝ่ายชายนั้นได้มีหลั่งน้ำอสุจิที่มีเชื้อนั้นออกมา  แล้วก็เข้าปากสำหรับคู่นอน  ในขณะที่เราให้ปากในการมีเพศสัมพันธ์กัน   
  • การจูบแบบว่าเปิดปาก  เมื่อทั้งสองนั้นมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นแผลในช่องปาก  หรือว่ามีเลือดออกตามรายฟันนั้นก็สามารถที่จะติดเชื้อได้  โดยทางน้ำลายนั่นเอง   
  • การที่เป็นแผลแล้วเข้าไปจับคนที่ติดเชื้อและเมื่อเลือดนั้นได้สัมพัสกันก็สามารถที่จะเป็นได้เหมือนกัน  
  • การที่เราสักตามร่างกายหรือว่าเจาะ   ถ้าเราใช้เข็มร่วมกับคนที่เป็นโรคนั้นเราก็สามารถที่จะติดเชื้อได้เหมือนกัน  ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหูนั่นก็ด้วย  

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องไปตรวจภายใน

การตรวจภายในเป็นเรื่องปกติทั่วๆไปที่ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป ควรจะต้องหาเวลาไปตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจจะทำให้รู้ว่าภายในมดลูกของเราเกิดสิ่งผิดปกติใดขึ้น โดยเฉพาะโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปากมดลูกหรือการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ไวรัสตัวร้ายที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ใครที่ไม่เคยไปตรวจอาจจะรู้สึกกังวลใจ ดังนั้นเพื่อความสบายใจของสาวๆ เราเลยมีวิธีเตรียมตัวที่ถูกต้องก่อนจะไปตรวจภายในมาฝากกันคะ

1.การทำสะอาดความช่องคลอด ก่อนจะไปตรวจภายในเราควรล้างทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่เด็กที่อ่อนโยนต่อผิวหนัง ล้างแต่ภายนอกและเช็คให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู ห้ามทาแป้งหรือฉีดน้ำหอมใดๆ ที่สำคัญไม่ควรสวนล้างเข้าไปข้างในช่องคลอด เพราะการสวนล้างจะไปทำให้แบคทีเรียตัวดีตายและเชื้อโรคต่างๆหลุดลอกออกไปได้ ซึ่งจะทำให้ผลตรวจเกิดความคลาดเคลื่อน

2.สวมกระโปรงหรือกางเกงที่ถอดง่าย เพราะเวลาตรวจเราต้องถอดกางเกงตัวนอกรวมทั้งกางเกงในออก ดังนั้นเพื่อความสะดวก และรวดเร็วในกระบวนการตรวจ ควรใส่กระโปรงบานหรือกางเกงหลวมๆที่ถอดได้ง่ายไป แนะนำว่าอย่าใส่กางเกงยีนต์ไปเด็ดขาด

3.งดการร่วมเพศ  ก่อนที่จะไปตรวจควรงดการมีเพศสัมพันธ์กับสามี เป็นเวลา 2-3 วัน หรือไม่ก็อย่างน้อย 48 ชั่วโมง  เพื่อคุณหมอจะได้ดูลักษณะการผิดปกติที่ช่อคลอดได้ง่ายขึ้น

4.หลีกเลี่ยงช่วงเป็นประจำเดือน  ช่วงที่เป็นประจำเดือนมดลูกของผู้หญิงเราจะอ่อนแอมากที่สุดทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย ดังนั้นต้องรอให้ประจำเดือนหายสนิทดีก่อน ถึงจะเข้ามารับการตรวจภายใน

5.ห้ามโกนขน  การโกนขนออกทำให้ผลที่ได้จากการตรวจภายในมีประสิทธิภาพลดลง เพราะการตรวจหาโรคบางชนิดคุณหมอจะต้องวินิจฉัยจากลักษณะของขนที่ขึ้นตรงบริเวณอวัยะเพศ ด้วย  ในความเป็นจริงเราไม่ควรโกนขนบริเวณอวัยวะเพศออก เพราะนอกจากขนจะช่วยลดการกระแทกและเสียดสีระหว่างอวัยวะเพศเรากับกางเกงแล้ว ขนยังช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆด้วย ซึ่งบริเวณอวัยวะเพศเป็นบริเวณที่บอบบางมาก ถ้าโกนพลาดเกิดมีบาดแผลจะทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย

6.ไม่วิตกกังวล  ในขณะตรวจควรปล่อยตัวปล่อยใจตามสบาย ไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ เพราะถ้าเรามีอาการเกร็งแล้ว สำหรับท่าบางท่าอาจทำให้คุณหมอสอดใส่เครื่องมือได้ยาก ทางทีดีควรให้ความร่วมมือกับคุณหมอ เพื่อให้การตรวจผ่านไปด้วยดี

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับข้อมูลเมื่อทราบขนาดนี้แล้ว คุณผู้หญิงท่านใดยังไม่เคยเข้ารับการตรวจภายในก็หาวันว่างไปตรวจกันได้แล้วนะคะ 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย   

แนวทางลดการเสี่ยงต่อการหกล้มของคนสูงอายุ

นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อคนสูงอายุ กล่าวว่า แนวทางลดการเสี่ยงของการหกล้มที่เห็นผลเยอะที่สุดเป็น การบริหารร่างกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกรวมทั้งข้อต่อ ช่วยหัวข้อการทรงตัว การเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกายได้ว่องไวเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการหกล้มน้อยลง แม้กระนั้นจำต้องเลือกอิริยาบถให้เหมาะสมกับบุคคลด้วย

หนทางคุ้มครองป้องกันการเสี่ยงต่อการหกล้ม

1. เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า พื้นรองเท้ามีดอกยางกันลื่น อุปกรณ์มีความยืดหยุ่น ระบายอากาศดี

2. ใช้ไม้เท้าช่วยสำหรับในการเดิน

3. บริหารร่างกายที่เหมาะสมกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

4. ปรับแต่งสภาพแวดล้อมด้านในและรอบๆ บ้าน ให้โปร่งโล่งเตียน เดินสบาย รวมทั้งแลเห็นทุกพื้นที่ได้อย่างแจ่มแจ้ง

5. รับประทานยาให้ถูก แม้ยามีผลกระทบให้ง่วงซึม ควรจะกินแล้วไม่ลุกเดินไปไหน นั่งหรือนอนอยู่นิ่งๆแค่นั้น

6. ทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย

7. พินิจอาการใกล้กันอื่นๆ ถ้าเจอความผิดแปลกควรจะขอความเห็นหมอเพื่อหาปัจจัยรวมทั้งรับการดูแลและรักษาที่ถูก

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงวัย

1. ความเคลื่อนไหวของสายตา สายตาสั้น-ยาว หรือบางทีอาจสายตาเลือนลางโรคตาต่างๆ ที่อาจก่อให้กะประมาณการถือจับ หรือเดินได้ไม่สบายนัก

2. ภาวะกระดูกข้อต่อ กับเอ็น ที่ย่อยสลายลง

3. ระบบทางเดินปัสสาวะ อาจจะก่อให้เข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น เสี่ยงลื่นล้มในห้องน้ำได้มากกว่าเดิม

4. โรคประจำตัวต่างๆ

5. การใช้ยาบางประเภท ที่อาจมีการเสี่ยงทำให้ง่วงหงาวหาวนอน อย่างเช่น ยานอนหลับ ยาลดระดับความดันเลือด อื่นๆ อีกมากมาย

6. พื้นทางเดิน ที่อาจมีเครื่องกีดขวาง ที่อาจก่อให้สะดุดหกล้มได้ง่าย

7. ภาวะแสงสว่างข้างในบ้านที่บางทีก็อาจจะมืดมัวไปกระทั่งยากต่อการมองเห็น

8. ขั้นบันได ที่สูงหรือแคบเกินความจำเป็น ทำให้เดินไม่สบาย

9. ห้องสุขา ที่พื้นของห้ามแฉะ หรือลื่นเกินความจำเป็น

10. ครัว ที่บางทีอาจแออัดคับแคบ แล้วก็มีข้าวของเครื่องใช้ในครัวที่จัดเอาไว้แบบไม่มีระเบียบ

11. รองเท้าของผู้สูงอายุ ที่บางทีอาจไม่เหมาะสม ไม่อาจจะยึดเกาะพื้นทางเดิน หรือไม่สบายเท้า ทำให้สะดุดหกล้มได้ง่าย

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน

ทั้งนี้ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดโรคประดูกพรุน ส่วนใหญ่จะชี้ไปว่า เนื้อกระดูกบาง การที่มีการสะสมมวลกระดูกน้อย อายุ และอื่นๆ ดังนั้นการที่จะห่างไกลจากโรคนี้ เบื้องต้นให้ลงทุนด้วยการสะสมแคลเซียมในกระดูกให้มากที่สุดในช่วงอายุก่อน 30 ปี และยังต้องรับประทานแคลเซียมและวิตามิน ดี ไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต เพื่อให้กระดูกคงสภาพที่ดีและลดความเสี่ยงต่อกระดูกหัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงของอายุ

• แคลเซียม
อายุไม่ใช่เพียงตัวเลข เพราะอายุที่แตกต่างกันก็มีความต้องการปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการอาจแตกต่างในแต่ละวัย และสภาวะร่างกาย ดังนี้

– ผู้ที่มีอายุ 9-18 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน

– ผู้ที่มีอายุ 19-50 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน

– ผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,200 มิลลิกรัม ต่อวัน

นอกจากอายุที่แตกต่างกันจะต้องได้รับแคลเซียมที่ต่างกันแล้ว ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และคุณแม่มือใหม่ก็มีความต้องการแคลเซียมที่ต่างกัน

– สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร เท่ากับ 1,000-1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน
ทั้งนี้เราจะแนะนำอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมมากได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ นมและผลิตภัณฑ์ของนม ปลาซาร์ดีนพร้อมกระดูก ปลาตัวเล็กๆ พร้อมกระดูก กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง งาดำ กะปิ เป็นต้น

• วิตามินดี
วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม โดย ร่างกายต้องการ วิตามิน ดี วันละ 200-600 หน่วย ซึ่งในนม 1 แก้ว จะมีวิตามิน ดี 100 หน่วยและมีแคลเซียม 300 มิลลิกรัม
ทั้งนี้ผู้ที่คิดว่าร่างกายได้แคลเซียมและวิตามิน ดี จากอาหารไม่เพียงพอก็ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรรมเรื่องอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามินรวมเป็นต้น

• การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายเหมือนจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งจริงๆ ร่างกายไม่แข็งแรงก็ต้องออกกำลังกายสิ ดังนั้นการออกกำลังกายก็จะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และยังช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงได้ โดย ให้ออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก เช่น การเต้นรำ การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะๆ ทั้งบนถนนหรือบนลู่วิ่งก็ได้ ทั้งนี้การฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการหกล้มเป็นวิธีการที่ดี ที่จะลดอุบัติการของกระดูกหักได้ เช่น การรำมวยจีนบางประเภท แต่ถ้าไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ก่อน

โรคหลอดเลือดสมอง และสาเหตุของอาการ

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่พบบ่อยมากๆ อีกโรคหนึ่ง และมีสาเหตุการเสียชีวิตมากติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยที่สาเหตุอาจจะมาจากพันธุกรรมก็ได้หรือเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็ได้ ทั้งนี้เราสามารถสังเกตสัญญาณเตือนโดยอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ดีก่อนที่จะมีอันตรายและสายเกินแก้

แพทย์กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบบ่อยและมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากที่สุดโรคหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วหากผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคนี้ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะเสี่ยงมีความพิการหลงเหลือตามมา

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดสมองซึ่งอาจจะมาจากพันธุกรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่ดีของคุณก็ได้ ตัวอย่างเช่น
• ความดันโลหิตสูง

• เบาหวาน

• ไขมันในเลือดสูง

• มีญาติสายตรงป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

• ขาดการออกกำลังกาย

• น้ำหนักเกิน

• สูบบุหรี่
เป็นต้น

5 สัญญาณอันตรายของ โรคหลอดเลือดสมอง
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักจะมีอาการอยู่แล้ว ทั้งนี้ต้องสังเกตให้ดีๆ โดยอาการเตือนที่สำคัญ คือ

1. แขน ขาอ่อนแรงซีกเดียวของร่างกาย

2. สับสน พูดลำบาก พูดไม่รู้เรื่อง

3. ตามองเห็นลดลง 1 หรือทั้ง 2 ข้าง

4. มีปัญหาการเดิน

5. มึนงง

อาการต่างๆ ที่กล่าวมานี้มักเกิดขึ้นแบบฉับพลันไม่ทันตั้งตัว จึงควรที่จะนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ให้ด่วนที่สุดภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อจะรักษาชีวิตไว้และฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติหรือใกล้เคียงได้มากที่สุด

วิธีลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

2. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม และไขมันสูง

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

4. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินกว่าเกณฑ์ปกติ

5. งดเครื่องดื่มมึนเมา

6. เลี่ยงสูบบุหรี่

7. ตรวจสุขภาพประจำปี

ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่สำคัญเลยคือการช่วยเหลือตนเองเมื่อป่วยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟู เพื่อให้ร่างกายกลับมีสภาพที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงควรรีบเข้ารักษาตัวเอง เพื่อให้สามารถกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ สำหรับวิธีการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังเข้ารับการรักษาและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต สิ่งแรกที่จะช่วยทำให้การฟื้นฟูได้ผลมากที่สุด คือ ต้องทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างแพทย์ผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากเป็นการฟื้นฟูผู้ป่วยในระดับที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือฉับพลัน เพื่อลดความพิการหรือป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีอาการโรคอยู่ในระดับที่คนไข้อ่อนแรงจากอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือไม่ หรือกำลังเจ็บป่วยที่กล้ามเนื้อและกระดูกกันแน่ แพทย์จะมีวิธีรักษาเริ่มต้นโดยการซักประวัติและเอกซเรย์สมองร่วมด้วย หากพบว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าวนี้ แพทย์จะทำการดูแลอาการป่วยให้ทรงตัวอยู่สภาพคงที่ไม่เป็นมากกว่าเดิม เพื่อเตรียมพร้อมส่งไปยังศูนย์ฟื้นฟูเพื่อกายภาพบำบัดตามลำดับ
ดังนั้น ประชาชนจึงควรมีความรู้เบื้องต้นในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและการทราบถึงอาการเบื้องต้นเพื่อจะรักษาได้ทันเวลาเพิ่มการเยียวยาอาการให้ดีขึ้น เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือดในภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ และสำหรับการดูแลที่เหมาะสมมาก ๆ สำหรับผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดในสมองแตกซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดอัตราการเสียชีวิตได้

อันตรายถึงชีวิต ดีท็อกซ์ตับแบบผิดๆ

ใครที่รู้จักคำว่า “ดีท็อกซ์” คงจะเคยได้ยินถึงข้อดีของมันมาบ้าง พูดกันง่ายๆ ก็เหมือนกันกับการล้างพิษ ล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำแล้วเชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสิ่งหมักหมมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสกปรก หรือทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ โดยทำแล้วสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งหลายจะไหลออกมาพร้อมกับอุจจาระ

ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันเป็นว่าเล่น มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ มีสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย รวมไปถึงทัวร์ล้างพิษตับไตที่ตามสถาบันต่างๆ จัดขึ้นอีกด้วย จึงมีหลายคนหลวมตัวไปเข้าคอร์สดังกล่าว หรือจำสูตรมาทำเองที่บ้าน จนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยงด่วนๆ มีคำตอบค่ะ

ล้างพิษตับผิดๆ ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

1. อดอาหาร ทานได้แต่อาหารบางประเภทที่เชื่อว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

การอดอาหารแล้วทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร หนำซ้ำยังอาจทำให้หมดพลังงาน ไม่มีแรง หน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ ยิ่งใครที่ทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจเกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้

2. สวนรูทวารหนัก

ใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย อาจเลือกวิธีสวนรูทวาร โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ หรือน้ำกาแฟเข้าไป จริงๆ แล้วด้วยวิธีที่ทำไม่ถือว่าผิด แต่หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นการดีท็อกซ์ลำไส้จนสะอาดหมดจดอย่างที่คิด แต่เป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่ายออกไป ทำให้ในอนาคตร่างกายอาจทำการขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด

3. ล้างพิษตับด้วยสารพัดสูตร

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกายก็จริง แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างที่เข้าใจกันได้ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2 อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดเต็มๆ

หากอยากดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธีจริงๆ เลือกทานอาหารที่มีกากใย เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า ดื่มในตอนเช้า แต่ยังทานอาหารครบ 5 หมู่ทุกมื้อ และไม่สวนทวาร สวนลำไส้บ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีหากไม่เคยสวนทวาร สวนลำไส้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และท้ายที่สุด ดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องง้อคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแน่นอนค่ะ

ดื่มเหล้าส่งผลเสียอย่างไรต่อสุขภาพบ้าง

ในปัจจุบันปัญหาที่ร้ายแรง และแผ่ขยายไปทั่วในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วยก็คือผลของการดื่มเหล้าหรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ไม่ว่าจะเป็นวิสกี้ บรั่นดี เบียร์หรือไวน์ก็ตาม ผู้ที่ดื่มในปริมาณไม่มากแต่ดื่มอย่างสม่ำเสมอจะมีแนวโน้มที่คอจะแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ ดื่มในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แม้ว่าบุคคลผู้นั้นจะไม่เคยเมาเลยก็ตามแต่ยิ่งจำนวนแอลกอฮอล์มากขึ้นผลที่ตามมาก็คือการทำร้ายสุขภาพไม่ว่าจะเป็นหัวใจ สมอง ระบบประสาท กระเพาะอาหารและตับก็ตามล้วนได้รับผลภัยจากแอลกอฮอล์ได้ทั้งสิ้นรวมทั้งโอกาสนี้จะเกิดมะเร็งในช่องปาก ลำคอกล่องเสียงและหลอดอาหารมีได้สูงกว่าเช่นเดียวกัน

เพื่อให้ท่านที่สนใจหัวข้อเรื่องนี้ทราบว่า อวัยวะต่าง ๆของร่างกายได้รับผลกระทบอย่างไรจากการดื่มเหล้า เบียร์ หรือไวน์ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ขอชี้แจงให้ท่านได้ทราบดังนี้

  1. ผลต่อหัวใจ พบว่าการดื่มในปริมาณที่มากจะทำให้มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่แข็งแรง เกิดหัวใจวายได้ง่าย
  2. ผลต่อตับ พบว่าการดื่มจะทำให้เกิดโรคตับแข็งได้ตับที่ถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์จะไม่สามารถทำหน้าที่ที่จำเป็นได้ไม่ว่าจะเป็นกรรมวิธีในการย่อยสลายสารอาหารต่าง ๆหรือการเปลี่ยนแปลงของยาที่รับประทานเข้าไป บางรายอาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง มักอาเจียนเป็นเลือด
  3. ผลต่อผิวหน้า แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ผิวหน้าจะเห็นเป็นสีแดงเรื่อ ๆมีผลทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปบางส่วนจากทางผิวหน้าจนบางครั้งอาจเกิดอาการหนาวจนสั่น หรือเกิดโรคปอดบวมได้ง่ายในฤดูหนาว
  4. ผลต่อสมอง บางคนเชื่อว่าทานเหล้านิดหน่อยจะช่วยกระตุ้นสมองให้กระฉับกระเฉงแต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่เช่นนั้น แอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์กดการทำงานของสมองถ้าดื่มมาก ๆ เข้า จะทำให้ความจำเสื่อม การตัดสินใจไม่เหมาะสม สมาธิเสียไปโกรธง่ายการพูดจะช้าลง สายตาพร่ามัวและการทรงตัวเสียไป
  5. ผลต่อกระเพาะอาหาร มีผลทำให้กระเพาะอาหารอักเสบอย่างฉับไวทันทีภายหลังดื่มในปริมาณมากซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารได้
  6. ผลต่อระบบสืบพันธุ์ ในเพศชายอาจเกิดการเลื่อมสมรรถภาพทางเพศ ในผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีผลร้ายต่อทารกทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ

รู้จักให้ไว โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อมและวิธีการถนอมข้อเข่าเทียม หมายถึง โรคที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การท้างานของกระดูกข้อต่อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ การเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้นไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจมีความเสื่อมรุนแรงขึ้นตามลำดับ

สาเหตุความเสื่อมของข้อเข่า

คามเสื่อมแบบปฐมภูมิ หรือไม่ทราบสาเหตุ เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อควำมเสื่อมของข้อเข่า ได้แก่

  • อายุ พบว่า อายุ 40 ปี เริ่มมีข้อเสื่อม อายุ 60 ปี เป็นข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40
  • เพศ ผู้หญิงพบมากกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อของร่างกาย
  • น้ำหนักตัวที่เกิน น้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1-1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูก
  • ส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น
  • การใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ เป็นต้น
  • ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวมกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
  • กรรมพันธุ์ โรคข้อเข่าเสื่อมมีหลักฐานการถ่ายทอดทางพันธุกรรมน้อยกว่าที่ข้อนิ้วมือเสื่อม

ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ เป็นความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น เคยประสบอุบัติเหตุมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่าจากการทำงานหรือการเล่นกีฬา โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เก๊าท์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน เป็นต้น

อาการ และอาการแสดงของโรคข้อเข่าเสื่อม

อาการในระยะแรก เริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ข้อ ร่วมกับมีอาการข้อฝืดขัดโดยเฉพาะเมื่อหยุดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เมื่อขยับข้อจะรู้สึกถึงการเสียดสีของกระดูกหรือมีเสียงดังในข้อ

เมื่อมีภาวะข้อเสื่อมรุนแรง อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่จะมีอาการปวดหรือเสียวบริเวณกระดูกสะบ้า หากมีการอักเสบจะมีข้อบวม ร้อน และตรวจพบน้ำในช่องข้อ ถ้ามีข้อเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ท้าให้เดินและใช้ชีวิตประจ้าวันล้าบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม

มีข้อสนับสนุน 1 ข้อ ดังต่อไปนี้

3.1 อายุเกิน 50 ปี

3.2 อาการฝืดแข็งในตอนเช้านานน้อยกว่า 30 นาที

3.3 มีเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหวเข่า จากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อ หรือ

วิธีการถนอมข้อเข่าเทียม

ถึงแม้ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเทียมแล้ว ก็ยังคงต้องดูแลตนเองเพื่อถนอมข้อเทียมให้ยาวนาน โดยกำรปฏิบัติตัวเช่นเดียวกับผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม ดังต่อไปนี้

  • อิริยาบถในชีวิตประจำวัน โดย หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่มีแรงกด ที่ข้อ
  • นั่งพับเพียบ คุกเข่า ขัดสมาธิ นั่งยองๆ นั่งเก้าอี้เตี้ย นั่งไขว่ห้าง ไขว้ขา การบิดหมุนเข่าไม่ว่ากรณีใดๆ
  • ขึ้นลงบันไดโดยไม่จำเป็น
  • การยกหรือแบกของหนักๆ
  • การใช้หมอนรองใต้เข่าเป็นเวลานานๆ ขณะนอน เพราะจะท้าให้การไหลเวียนเลือดที่ใต้ข้อพับเข่าเป็นไปได้ไม่สะดวก และข้อเข่าอาจตึงยึดเอ็นที่หนาตัวขึ้น ตลอดจนความขรุขระของกระดูกอ่อนที่บุปลายหัวกระดูก

การจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน

  • บริเวณบ้านควรจัดให้โล่ง สว่าง ไม่มีสิ่งกีดขวางบนทางเดิน เพื่อกันการสะดุดล้มลง
  • ถ้าจำเป็นต้องขึ้นลงบันได ควรมีราวจับทั้ง 2 ด้านของบันได
  • ส้วมเป็นแบบชักโครก
  • ภายในห้องน้ำควรใช้วัสดุกันลื่น มีราวจับ
  • ควรจัดเก้าอี้สำหรับนั่งอาบน้ำจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและสะดวกสบายขณะอาบน้ำ
  • หลีกเลี่ยงการลงไปอาบในอ่างอาบน้ำ เพราะอาจลื่นล้มได้ง่าย

โรคเบาหวาน โรคที่ใครก็เสี่ยงจะเป็นได้

โรคเบาหวาน หมายถึง ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติ โดยเกิดจากการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ที่สร้างจากตับอ่อน ส่วนเบตาเซลล์ผิดปกติ

เบาหวานมีกี่ชนิด เราสามารถแบ่งชนิดของเบาหวานได้เป็น 4 ชนิด ดังนี้

  • เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes Mellitus)

เกิดจากการทำลายเบตาเซลล์ที่ตับอ่อนจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย มักมีอาการรวดเร็วและรุนแรง พบมากในเด็ก จำเป็นต้องรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน

  • เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes Mellitus)

พบได้มากที่สุด มากกว่า 50% ของผู้ป่วยเบาหวาน เกิดจากอาการดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) มักจะเกิดจากภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน

  • เบาหวานชนิดอื่นๆ (Other Specific Types Of Diabetes Mellitus)

เป็นกลุ่มอาการเบาหวานที่เป็นผลมาจากโรคหรือความผิดปกติอื่น เช่น โรคที่มีความผิดปกติของบริเวณตับอ่อน เบาหวานที่เกิดภายหลังการผ่าตัดตับอ่อน หรือเบาหวานจากโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง

  • เบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus)

โรคเบาหวานชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ ซึ่งร่างกายจะมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติ การมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงกว่าปกติจะส่งผลเสียต่อคุณและทารกในครรภ์ โดยโรคเบาหวานชนิดนี้ผู้เป็นจะไม่มีประวัติเป็นโรคเบาหวานมาก่อนการตั้งครรภ์

ใครบ้างเสี่ยงเป็นเบาหวาน ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคเบาหวาน

  • ภาวะน้ำหนักเกิน หรือภาวะอ้วน โดยสามารถดูจาก

1. ดัชนีมวลกาย หรือค่า BMI (Body Mass Index)

เราสามารถคำนวณค่า BMI ดัชนีมวลกายได้โดย

” น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เซนติเมตร)2 ”

ค่า BMI > 23 หมายถึง คุณมีน้ำหนักเกิน

ค่า BMI > 27.5 หมายถึง คุณอยู่ในภาวะอ้วน

2. รอบเอว

ผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 90 เซนติเมตร

ผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 80 เซนติเมตร

  • กรรมพันธุ์ มีประวัติครอบครัว ญาติเป็นโรคเบาหวาน
  • อายุ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นเบาหวาน
  • เป็นเพศชาย
  • มีความดันโลหิตหรือมีน้ำตาลในเลือดสูง

อาการของโรคเบาหวาน

อาการของผู้ป่วยโรคเบาหวานในระยะแรก ถ้าน้ำตาลในเลือดไม่สูงมาก จะยังไม่มีการแสดงอาการใดๆ แต่หากมีน้ำตาลในเลือดสูงมาก “อาจมีอาการกระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด ตาพร่ามัว ชาบริเวณมือเท้า แผลหายช้า หรือในบางกรณีอาจเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออาจเกิดหัวใจวายเฉียบพลันโดยไม่มีอาการเตือนใดๆ มาก่อน”

คุณเป็นเบาหวานหรือไม่?

การตรวจคัดกรอง ควรตรวจเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น ซึ่งในการตรวจคัดกรองสามารถทำได้โดยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะสามารถบ่งบอกว่าเรามีความเสี่ยงเป็นเบาหวานหรือไม่

  • ต้องงดน้ำและอาหารเป็นเวลา 6 – 8 ชั่วโมง ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดน้ำและอาหาร Fasting Blood Sugar (FBS) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 mg/dL เกิน 2 ครั้ง บ่งชี้ว่าคุณเป็นโรคเบาหวาน
  • ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ว่าเวลาใด มากกว่าหรือเท่ากับ 200 mg/dL บ่งชี้ว่าคุณเป็นโรคเบาหวาน
    อาการของโรคเบาหวาน เช่น มีน้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย ก็สามารถวินิจฉัยโรคเบาหวานได้เช่นกัน

เบาหวานรักษาอย่างไร

การคุมอาหาร ควรงดอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ของหวาน น้ำหวาน ผลไม้รสหวานจัด ข้าว แป้ง ขนมปัง เป็นต้น โดยควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะในแต่ละมื้ออาหาร อาจรับประทาน

  1. คาร์โบไฮเดรตที่มีดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) ต่ำ เช่น ข้าวกล้องขนมปังโฮลวีท อาหารจำพวกผักและโปรตีน ชนิดไม่ติดมัน
  2. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยแนะนำการออกกำลังกายแบบแอโรบิค คือ มีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในระดับ 50 – 70% ของชีพจรสูงสุด
    เราสามารถคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดได้ง่ายๆ ดังนี้

220 – อายุ (ปี) = อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (MHR)

3. การใช้ยา หากควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วยังควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ แนะนำให้ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง โดยยารักษาเบาหวานมีความปลอดภัยสูง ไม่ทำให้ตับ หรือไต เสื่อมลง หากใช้ยาตามแพทย์สั่ง