อยากสุขภาพดีใน 7 วันคุณต้องทำและห้ามทำสิ่งต่อไปนี้ 

          เรากำลังจะพูดถึงเรื่องของการดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเราเองนั้นให้เป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเป็นคนที่หุ่นดีไม่อ้วนแน่นอนว่าบางสิ่งบางอย่างที่แนะนำไปนั้นมันอาจจะค้านต่อจิตใจของคุณบางครั้งก็ทำได้ยากยิ่งเหลือเกินแต่อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณทำสิ่งต่อไปนี้และหลีกเลี่ยงที่จะทำสิ่งต่อไปนี้ก็จะสามารถทำให้คุณนั้นมีสุขภาพร่างกายที่ดีดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของการคุมอาหารและอะไรที่เราสามารถที่จะกินได้ในปริมาณมากๆนั้นเอง

เราจะมาพูดกันถึงเรื่องของสิ่งที่เราไม่ควรจะทำกันก่อนโดยสิ่งแรกที่แนะนำว่าไม่ควรจะทำนั่นก็คือการที่เรากินเหล้าจะมีผลเสียต่อร่างกายของเราเป็นอย่างมากซึ่งแน่นอนว่าทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วหรือแม้แต่เรื่องของการกินอาหารที่เป็นอาหารทอดและพวกของมันขนมกระจุกกระจิกทั้งหลายสิ่งต่างๆเหล่านี้เราควรต้องงดกินที่สำคัญแม่ต่างๆที่เพื่อนๆมักจะชวนเราไปกินในทุกวันหยุดนั้นควรหลีกเลี่ยงขนมหวานขนมเค้กที่เราชอบกินตั้งแต่เด็กมาจนโต

ก็ควรจะงดไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมหรือน้ำหวานชานมไข่มุกต่างๆนั้นขนมเรานี้น้ำหวานเรานี้ควรงดจะเป็นการดีที่สุดและที่สำคัญพวกหมูติดมันหรือเนื้อติดมันต่างๆนั้นต้องงดเพื่อที่เราจะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงคุณรู้หรือไม่ว่ายิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าไหร่เราก็จะกลายเป็นคนที่อ้วนง่ายมากเท่านั้นดังนั้นหากเราไม่ควบคุมร่างกายใช้ตั้งแต่ตอนนี้มันจะสามารถทำให้เราอ้วน

และภายหลังหากเราอยากจะมาควบคุมร่างกายของเราให้มีน้ำหนักลดน้อยลงมันก็จะเป็นไปได้ยากแล้วดังนั้นเริ่มใช้ตั้งแต่ตอนนี้คุณก็จะกลายเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงสิ่งที่เราควรจะต้องทำภายใน 7 วันในแต่ละวันของเรานั้นเราสามารถทำได้ด้วยการดื่มน้ำเปล่ามากๆกินน้ำเยอะๆรวมถึงเราสามารถที่จะทานเนื้อไก่หรือเนื้อปลาได้ในปริมาณมากแต่เนื้อไก่หรือเนื้อปลาที่เรากินเข้าไปนั้นก็ควรจะมาจากการนึ่งหรือการต้มไม่แนะนำในเรื่องของการนำไปทอดแล้วนำมากินอย่างไรก็ตามเราสามารถเลือกกินอาหารอื่นๆ

ได้ที่เมื่อมีการดูแคลอรี่แล้วเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ไม่สูงมากรวมถึงเราควรจะกินผักสดและผลไม้สดเยอะๆก็จะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงอย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเราต้องไม่อดอาหารการกินอาหารครบ 3 มื้อจะช่วยให้สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรงสมบูรณ์แต่อาหารทั้ง 3 มื้อของเรานั้นจะต้องไม่เป็นอาหารที่ไร้ประโยชน์อย่างที่เคยกล่าวไปข้างต้นมาแล้ว

ซึ่งเราสามารถทำได้แบบนี้ในทุกๆวันเชื่อได้เลยว่าเราจะกลายเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์เป็นคนที่สุขภาพดีและอายุของเราก็จะยืนยาวกว่าคนทั่วไป

 

สนับสนุนโดย  อัตราการจ่ายหวยลาว4ตัว

บุหรี่ก่อให้เกิดโรคอะไรบ้าง

ในปัจจุบันมนุษย์ให้ความสนใจเกี่ยวกับการสูบบุหรี่เยอะมาก ซึ่งคุณรู้หรือไม่ว่าบุหรี่ที่คุณดูดเข้าไปนั้นมีสารเคมีและสารพิษมากมายปะปนอยู่เต็มไปหมด อักทั้งยังรวมไปถึงสารที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งอีกมากมายหลายชนิด เพราะหากยิ่งดูดมันเข้าไปเยอะ หรือในปริมาณที่มากจนเกินไปเป็นเวลาที่นานติดต่อกัน มักจะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดเชื้อโรคมากมายขึ้นกับร่างกาย

ไม่ว่าจะเป็นทั้งมะเร็ง ปอดบวม โรคหัวใจหลอดเลือด ถุงลมพอง หรือรวมไปถึงโรคเบาหวาน เป็นต้น ซึ่งในแต่ละโรคก็ย่อมที่จะมีความแตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมาบอกความรู้เกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการดูดบุหรี่มาฝากซึ่งจะมีโรคอะไรกันบ้าง และมีอาการเป็นอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

  • โรคมะเร็ง การดูดบุหรี่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้หลากหลายชนิด ซึ่งที่พบได้บ่อยที่สุดเลยคือมะเร็งปอด มักพบในผู้ชายเป็นอันดับสอง และผู้หญิงในอันดับสี่ โดยทั่วไปแล้วมะเร็งปอดถือเป็นโรคที่อาจก่อให้เกิดการเสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะเนื่องจากมะเร็งจะแพร่กระจายไปทั่วตามอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย จนทำให้ผู้ที่ดูดบุหรี่บ่อย ๆ เกิดการเสียชีวิตลงในที่สุดเพราะพิษที่ร้ายแรงของบุหรี่
  • โรคปอดบวม ปอดบวมเป็นภาวการณ์ติดเชื้อภายในปอด ซึ่งมีสองสาเหตุหลัก ๆ เลยคือ ปอดอักเสบ หรือ การติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา เป็นต้น การที่ปอดของเราเกิดการอักเสบไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแต่อย่างใด แต่มักเกิดจากระบบหายใจที่ได้นำเอาสารที่อาจก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจนทำให้รู้สึกระคายเคือง
  • โรคหัวใจหลอดเลือด การที่เราดูดบุหรี่เป็นประจำสารพิษที่อยู่ในบุหรี่จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเกิดการเต้นผิดจังหวะ และทำให้เส้นเลือดมีการตีบลง อีกทั้งยังสารพิษยังสามารถเพิ่มอัตราในการเต้นของหัวใจและทำให้หัวใจเกิดการหยุดเต้นได้ และแน่นอนว่าหากเราดูดบุหรี่เป็นประจำจะส่งผลให้ร่างกายของเรานั้นเสียหายมาแค่ไหน
  • โรคเบาหวาน ปัจจุบันพบว่าผู้ที่ดูดบุหรี่เป็นประจำ จะทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดมีการสูงขึ้น จนอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่อาจก่อให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นได้ในที่สุด และในปัจจุบันก็ยังพบว่าผู้ที่ไม่ดูดบุหรี่ แต่ได้สูดควันบุหรี่เข้าไปสู่ร่างกายนั้น จะสามารถเพิ่มระดับภาวะน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าผู้ที่ดูดบุหรี่

อย่างไรก็ตาม นอกจากโรคเหล่านี้แล้ว การดูดบุหรี่นั้นก็ยังให้โทษมากมายที่คุณไม่อาจรู้ได้เลย ซึ่งโทษเหล่านี้ก็อาจทำให้ร่างกาย หรือระบบภายในร่างกายของคุณนั้นเสียหายอย่างนับไม่ถ้วน หรือาจทำให้คุณเสียชีวิตเลยก็ได้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ถ่ายทอดสดหวยฮานอยวันนี้

สุนัขเป็นไข้ทำอย่างไรดี

เมื่อสุนัขมีไขและตัวร้อนนั้นสิ่งที่เจ้าของมักจะถามกับแพทย์เสมอว่า หากสุนัขของเรมีอาการเช่นนี้สามารถที่จะให้ยาพารากินแบบคนได้ไหมสามารถให้ได้แต่ทางการแพทย์แล้วนั้นไม่แนะนำเนื่องจากภายในร่างกายของสุนัขนั้นไม่เหมือนกับคน ดังนั้นสุขัขจึงจำเป็นจะต้องได้รับยาและยาแก้อักเสบที่เป็นยาเฉพาะของสุนัขเท่านั้นและถ้าหากมีการให้ยาพาราในสุนัขที่กำลังร่างกายอ่อนแอจากอาการป่วยมากๆอยู่นั้นก็อาจจะทำให้ยาเกิดการเป็นพิษในร่างกายของสุขนักและอาจจะเกิดการเสียชีวิตได้

ถ้าหากสุขนักมีอาการตัวร้อน ก่อนอื่นจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าอุณภูมิร่างกายในสุนัขนั้นจะมีอุณหภูมิที่สูงกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกายมนุษย์หากมีการจับที่ตะวสุนัขแล้วรู้สึกว่าสุนัขนั้นตัวร้อนก็อาจจะไม่ได้หมายความว่าสุนัขของเรานั้นจะมีไข้เสมอไปซึ่งอุณหภูมิขิงร่างกายสุขนัขนั้นเฉลี่ยจะอยู่ที่ 37-39 องศา ซึ่งเป้นตัวเลขที่สูงกว่ามนุษย์อย่างเห็นได้ชัด

การวัดไขสุนัขสามารถทำได้โดยการใช้ปรอทวัดไข้หรือเทอร์โมมิเตอร์ที่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไปนั่นเองและสามารถที่จะวัดไข้โดยการสอดเข้าไปในรูทวานของสุนัขก็จะสามารถรู้ได้ว่าสุนัขนั้นมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงจนเป็นไข้หรือไม่

อาการที่จะพบเมื่อสุนัขมีอุณหภูมิร่างกายสูงหรือกำลังป่วยเป็นไข้ ก็คือ อาการหายใจเร็วกว่าปกติ หอบ ลิ้นเปลี่ยนสีเป็นสีแดงสด มีอาการอ่อนแรงจนถึงขั้นหมดสติลงได้เลย และสาเหตุที่ทำให้สุนัขนั้นมีอาการป่วยหรือมีอุณหภูมิร่างกานที่สูงขึ้น เกิดจากปัจัยภายนอกเข้ามากระตุ้นไม่ว่าจะเป็นภาวะตื่นเต้นและมักจะเป็นหลังจากที่สุนัขออกกำลังกายแต่ไม่ได้เป็นภาวะที่ถือว่าอันตราย

เกิดจากภาวะติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นโรคพยาธิเม็ดเลือด ลมแดดก็เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับสุนัขและมักพบได้ในประเทศไทยเกิดจาการที่มีการปล่อยสุนัขอยู่ในที่อากาศร้อนหรือในสถานที่ที่ไม่มีอากาศถ่ายเทเป็นเวลานานก็สามารถทำให้เกิดอาการป่วยได้ 

การดูแลและรักษาในเบื้องต้นนั้นเราจะสามารถทำได้โดยการถ่ายเทความร้านในร่างกายของสุนัขออกมาโดยการนำสุนัขเข้าสู่ที่ร่มและสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเท จากนั้นนำผ้าชุบบ้ำอุณหภูมิปกติ เช็ดบริเวณใต้ท้องของสุนัขและขาหนีบ โดยการเน้นในบริเวณที่มีข้นน้อยและบริดเวณอุ้งเท้าของสุนัขด้วยและในส่วนบริเวณที่มีขนเยอะนั้นเราจะใช้วิธีการเช็ดด้วยการเอาผ้าชุบ้ำเช่นเดิมเช็ดบริเวณดังกล่าวด้วย

การเช็ดแบบย้อนขนขึ้นไปและทำร่วมกับการเป่าพัดลมและทำซ้ำไปมาในลักษณะนี้จนกว้าอุณหภูมิร่างกายของสุนัขจะลดลงนั่นเอง แต่ถ้าหากมีการเช็ดแล้วไม่ดีขึ้นการนำสุนัขไปพบสัตวแพทย์ถือว่าเป้นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะในบางครั้งสุนัขอาจจะไม่ได้มีการแสดงอาการออกมาแต่ความเป็นจริงแล้วสุนัขอาจจะกำลังป่วยอย่างหนักก็ได้ การพบสัตวแพทย์จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะสุนัขของเราจะได้ปลอดภัยและสามารถทราบได้ด้วยว่าความจริงแล้วนั้นสุนัขของเราป่วยด้วยเหตุใด

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  วิธีเล่นหวยหุ้น มือใหม่

5 เหตุผลที่บอกได้ว่าดื่มน้ำอุ่นแล้วมีประโยชน์

     สำหรับมนุษย์ทุกคนการดื่มน้ำเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นกับชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะหากร่างกายขาดน้ำแล้ว ไม่นานเราก็จะตาย แต่การดื่มน้ำก็มีน้ำหลายรูปแบบมาให้เราได้เลือกดื่ม ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุ่น หรือน้ำเย็น ซึ่งแน่นอนหากถามทุกคนแล้วว่าจะเลือกดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น คนส่วนมากต้องตอนน้ำเย็นกันอยู่แล้ว แต่ที่จริงแล้วคุณรู้ไหมว่าประโยชน์ที่แท้จริงทั้งในเรื่องการดูแลผิวพรรณ การบำรุงร่างกายต่างต่างคุณจะได้มากที่สุดหากคุณมีการดื่มน้ำอุ่น ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำประโยชน์ดีดีที่ควรกินน้ำอุ่นมาฝากกันค่ะ

  1. การกินน้ำอุ่นจะช่วยให้คุณลดอาการเจ็บคอ  เพราะส่วนใหญ่เวลาที่เราไม่สบายและต้องไปหาหมอ คุณหมอทุกท่านมักจะแนะนำให้เรางดทานน้ำเย็นแล้วหันมาดื่มน้ำอุ่นแทน นั่นก็เพราะว่าน้ำอุ่นจะช่วยรักษาอาการระคายคอแถมด้วยลดอาการติดเชื้อได้ด้วย ทีสำคัญหากใครมีเสมหะในลำคอเยอะเยอะการดื่มน้ำอุ่นเข้าไปจะช่วยไปละลายเสมหะในลำคอได้
  2. ช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ สิ่งนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะรู้ดี เพราะเวลาที่ปวดท้องประจำเดือนทีไร สิ่งแรกที่ต้องเตรียมคือกระเป๋าน้ำร้อนแล้วก็การดื่มน้ำอุ่นตามเยอะเยอะนี่ละที่ช่วยให้หายจากอาการปวดประจำเดือนได้ชะงักนักแล นั่นก็เพราะว่าน้ำอุ่นจะเข้าไปช่วยคลายกล้ามเนื้อที่มันหดตัวเพื่อทำให้มันคลายตัวออกมา
  3. ในเมื่อน้ำอุ่นกินแล้วจะช่วยเรือ่งการขับเสมหะ ดังนั้นมันจึงเชื่อมต่อกันในเรื่องของการรักษาอาการคัดจมูกได้ด้วย อีกทั้งมันยังเข้าไปล้างสารพิษในร่างกายให้ด้วย
  4. คุณเคยเป็นไหมว่ารู้สึกหนาวสั่นจากข้างใน ห่มผ้าห่มกี่ชั้นก็ไม่อุ่น แต่สิ่งที่จะช่วยคุณได้คือการที่คุณเพียงแค่ทานน้ำอุ่นเข้าไป 1-2 แก้วเท่านั้น มันก็จะเข้าไปทำให้ร่างกายของคุณอุ่นขึ้นได้แล้ว
  5.  น้ำอุ่นจะช่วยขจัดไขมันส่วนเกินในร่างกายของคุณได้ ด้วยการดื่มน้ำอุ่นผสมกับน้ำมะนาว การดื่มน้ำอุ่นเข้าไปมันจะเข้าขับไขมันในร่างกายของคุณออกมาได้ ดังนั้น หากอยากต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักควรดื่มน้ำอุ่นแทนน้ำเย็นจะดีที่สุด

จะเห็นได้ว่าการดื่มน้ำอุ่นนั้นมีประโยชน์กับร่างกายของคนเราเป็นอย่างมาก ซึ่งคนแก่หลายคนที่มีอายุยืนเป็นร้อยปี ส่วนมากเมื่อสอบถามก็จะตอบว่าดื่มแต่น้ำอุ่นจะไม่ดื่มน้ำเย็นกันทั้งนั้น ดังนั้น หากอยากอายุยืนมีสุขภาพทีแข็งแรงหันมันดื่มน้ำอุ่นกันเถอะดีที่สุด

 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ตุ่มน้ำใสๆที่เรานั้นเรียกกันว่าอีสุขอีใส

โรคอีสุขอีใสนั้นเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและชอบแผ่กระจายส่วนมากนั้นมาจาก โรงเรียน  สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือว่าตามชุมชนทั่วไป  ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้ทุกปีและคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคนี้บางคนนั้นเป็นรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิติได้ 

และโรคนี้นั้นเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ผู้สูงอายุ 

ซึ่งโรคอีสุขอีใสนั้นสามารถเจอได้ตลอดทั้งปีและจะเจอเยอะในช่วงหน้าฝน เนื่อจากพออากาศนั้นเย็นไวรัสนั้นจะโตเต็มที่และมักจะพบโรคนี้มากขึ้น โดยลักษณะของอีสุขอีใสนั้นจะเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นตามตัว ซึ่งตุ่มนั้นไม่ได้บอกถึงความรุนแรงของโรคซึ่งบางคนนั้นขึ้นไม่เยอะมากขึ้นประมาณซัก 30-50ตุ่ม หรือบางคนนั้นขึ้นเยอะมากอาจจะเป็น100 ตุ่ม แต่ก็ไม่หมายความว่าตุ่มนั้นจะรุนแรงแต่ในที่สุดนั้นจะหายเองได้โดยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน  ซึ่งอีสุขอีใสนั้นจัดอยู่ในกลุ่มของไวรัส ซึ่งตุ่มของอีสุขอีสใสนั้นจะขึ้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือว่าผู้ใหญ่  เริ่มจากมีตุ่มแดกๆนั้นขึ้นตามตัว หรืออีกประมาณวันหรือสองนั้นจะเป็นตุ่มขุ่นขึ้น และหลังจากนั้นจะกลายเป็นสะเก็ดในที่สุดโดยที่เรานั้นสังเกตนั้นคือตุ่มนั้นจะขึ้นทั่วตามร่างกายซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งบางคนนั้นเป็นตุ่มนั้นขึ้นเยอะจะหนามากโดยเฉพาะช่วงลำตัว แต่ส่วนใหญ่ตุ่มที่ขึ้นนั้นจะไม่ค่อยเจ็บ ยกเว้นว่าจะเป็นในช่องปาก โดยตุ่มเหล่านี้จะทำให้เรานั้นคันและส่งให้คนที่เป็นนั้นต้องเกา แกะ ซึ่งทำให้เกิดแบคทีเรียแทรกซ้อนส่งผลทำให้ตุ่มนั้นใหญ่ขึ้นและเป็นหนอง

อาการเริ่มต้นของอีสุขอีใสนั้นเกิดขึ้นมาจากการเป็นไข้ ต่ำๆในเด็ก แต่สำหรับผู้ใหญ่นั้นจะเป็นไข้สูงอยู่ประมาณ 1-2 วัน และหลังจากที่เรานั้นมีไข้ก็จะมีตุ่มที่เรานั้นได้บอกเบื้องต้นไปขึ้น ส่วนมากนั้นจะขึ้นตามลำตัวก่อนหรือหน้าแล้วค่อยๆลามไปที่แขน ขา   ซึ่งโรคอีสุขอีใสนั้นเป็นโรคที่ติดต่อ  ทางการที่เรานั้นสัมผัสกับคนที่เป็น  การหายใจสูดอากาศร่วมกับคนที่เป็นอีสุขอีใส หรือการที่ผู้ป่วยนั้นมีอาการน้ำมูกไหลแล้วเรานั้นไปสัมผัสกับผู้ที่ป่วยซึ่งก็ทำให้เรานั้นติดต่อจากเขาได้เหมือนกันซึ่งเรานั้นรับเชื้อเข้าไปสักอาทิตย์หรือว่าสองอาทิตย์เราก็จะป่วยตามเขา 

ส่วนอีสุขอีใสนั้นจะเป็นแค่ครั้งเดียวแล้วจะนำให้เรานั้นเป็นโรคงูสวัดเนื่องจากที่เราหายดีแล้วแต่ว่าเชื้อยังไม่หมด จากร่างกายแต่เมื่อไหร่ที่เรานั้นมีร่างกายที่อ่อนแอ ซึ่งทำให้เรานั้นมีภูมิคุ้มกันนั้นน้อยลงซึ่งเชื้อที่เรานั้นยังอยู่ก็เลยกระตุ้นให้เรานั้นกลับมาเป็นงูสวัด โดยที่เวลาที่เราเป็นนนั้นจะเป็นตุ่มแบบขึ้นเป็นผื่นปื้นๆซึ่งเวลาที่ขึ้นนั้นจะปวดแสบปวดร้อนมาก 

ซึ่งเดียวนี้นั้นมีวัคซีนที่ป้องกันแต่เหมาะสำหรับกับคนที่ไม่เคยเป็นโดยที่เป็นเด็กที่อายุไม่ 12 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็มอย่างน้อยห่างกันสามเดือน  ถ้าอายุนั้นเกิน 13 ปี แนะนำให้ฉีดสองเข็มเหมือนกันแต่ห่างจากเข็มแรกประมาณ หนึ่งเดือน

 

ผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง

ใครจะไปรู้ว่าผักพื้นบ้านธรรมดาทั่วไปที่เรากินกันอยู่ในทุกๆวันและเราสามารถปลูกกันได้ทุกหลังคาเรือนนั้นแท้จริงแล้วสามารถต้านโรคมะเร็งได้ โดยผักเหล้านี้นั้นมีสรรพคุณที่สามารถช่วยต้านมะเร็งได้ในระดับไหนนั้นก็จะอยู่ที่การบริโภคของแต่ละบุคคลนั่นเอง 

ยาที่ดีที่สุดสำหรับคนเรานั้นก็เป็นสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผัก เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ หากเรานั้นมีการเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์นั้น สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเรานั่นเอง โดยสรรพคุณสมุนไพรพื้นบ้านของไทยนั้นที่มีสรรพคุณในการต้านโรคมะเร็ง ก็จะประกอบไปด้วย ผักสะเดา ผักชนิดนี้นั้นจะมีรสชาติขมแต่มีประโยชน์มากมายเลยไม่ว่าจะเป็นการบำรุงร่างกายภาย

ในการขับเสมหะ ลดไข้ แก้ท้องผูกขับลมและยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอกและมะเร็งได้อีกด้วย สำหรับคนที่ชอบรับประทานของขมก็ไม่มีปัญหาในการทานผักชนิดนี้แน่นอนแต่สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานของขมก็อาจจะมีการกินผสมกับน้ำพริกที่หวานๆเช่นน้ำพริกถั่วเป็นต้น หรืออาจจะเลี่ยงไปทานผักสมุนไพรชนิดอื่นๆก็ได้ 

ผักชีลาว เป็นผักสีเขียวที่สามารถช่วยแก้ในเรื่องอาการท้องผูก ขับลมแก้อาการวิงเวียนศีรษะ สามารถช่วยเริมเพิ่มภูมิต้านทานได้และมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งต่างๆได้อีกด้วยผักชนิดนี้ไม่มีรสชาติขมสามารถรับประทานได้ง่ายแต่อาจจะมีกลิ่นฉุนก็อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นฉุนนั่นเอง ผักแขยงเป็นผักที่พบได้มากในภาคอีสานแต่ในปัจจุบันอาจจะมีการนำมาปลูกในภาคต่างๆด้วย

โดยในผักชนิดนี้นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากและมีฤทธ์ในการต่อต้านเซลล์มะเร็งได้เช่นเดียวกัน ผักติ้ว เป็นผักที่ขึ้นในแถบภาคอีวานเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน คนอีสานมักนิยมนำมารับประทานเป็นผักแกล้มน้ำพริกและสามารถหาทานได้ง่าย มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมีฤทธิ์สามารถช่วยต้านมะเร็งตับได้ดี ขี้เหล็กเป็นผักที่มีรสชาติและรสชาติความขมของผักชนิดนี้นี่เองทำให้ขี้เหล็กนั้นมีฤทธ์มากที่สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็วได้อย่างดี ว่าได้ว่าหวานเป็นลมขมเป็นยาทีเดียวและในสมัยนี้ยังหาทานได้ไม่ยาก เพราะขี้เหล็กนั้นเมื่อนำมาประกอบอาหาร่นแกงกะทิแล้วนั้นถือว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติกลมกล่อมเลยทีเดียว

โยผักทั้งหมดที่กล่าวไปนั้นล้วนเป็นผักพื้นบ้านที่สามารถหาได้ในประเทศไทยและมีการเจริญเติบโตของผักแทบจะทุกภาคของประเทศ และล้วนเป็นผักที่เป็นส่วนประกอบของอาหารไทยทั้งสิ้นประโยชน์ของผักเหล่านี้นั้นไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะด้านโภชนาเท่านั้นแต่ยังมีประโยชน์สามารถใช้เป็นยาได้อีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

โรคเอดส์นั้นติดได้ทางใดบ้าง  

     โรคเอดส์ที่หลายคนนั้นคิดว่าเป็นโรคที่ติดต่อได้เพียงแค่เรานั้นนั่งข้างๆหรือว่าอยู่ใกล้กันแต่ว่าจริงๆแล้วนั้นไม่ใช่  วันนี้เราจะมาแนะนำและทำความเข้าใจกันใหม่ว่า   ที่แท้นั้นการที่เราจะติดต่อกับโรคนี้เราต้องติดต่อทางไหน  และเรานั้นสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่  เพื่อที่จะได้อยู่รวมกันอย่างถูกต้อง   

โรคเอดส์นั้นสามารถที่จะติดต่อได้ทางไหนบ้าง   

โรคเอดส์หรือว่าเอชไอวีนั้นที่เรากลัวเราจะสามารถที่จะติดโรคนั้นได้ด้วยการที่เรามีเพศสัมธ์หรือว่า  เลือด   ทางอสุจิ  หรือว่าน้ำหล่อลื่น  ที่อยู่ในช่องคลอด  หรือว่าทางทวารหนัก  และก็รวมไปถึงการที่เราให้นมลูกเราด้วย     เพราะว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนั้นจะมาจากทางการที่มีเพศสัมพันธ์  หรือว่าเรามีบาดแผลและได้แผลของเรานั้นได้ไปติดเลือดของคนที่ติดเชื้อเอดส์มา  หรือว่าเป็นการติดเชื้อทางอวัยวะทางเพศชาย  ทางทวารหนักแบบนี้เป็นต้น  

การที่เราติดเชื้อเอดส์มาจากทางช่องทางไหน 

  • การที่เรามีเพศสัมพันธ์โดยที่เราไม่รู้ป้องกัน    การที่เรามีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดจะมีโอกาสที่ติดเชื้อได้ง่าย  ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายรุกหรือว่าฝ่ายรับนั่นเอง  
  • การที่เราใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนที่เชื้อ  การทเราจะใช้เข็มฉีดยาร่วมกันนั้นส่วนมากจะเป็นจำพวกที่ใช้สารเสพติดเพราะว่าจะใช้เข็มอันเดียวในในทิ่งลงไปที่เส้นเลือด  จากนั้นก็ได้มีการใช้ต่อ  การที่เราใช้ต่อกันและใช้ซ้ำๆนั้นก็เลยทำให้เราติดเชื้อนั่นเอง   
  • การแพร่จากแม่ลูกลูกน้อย  ไม่ว่าจะเป็นการตั้งท้อง  หรือว่าระหว่างที่เราจะคลอด  หรือว่าการที่เราให้นมลูกนั้นก็ล้วนเป็นความเสี่ยงทั้งนั้นถ้าแม่ได้รับเชื้อเอชไอวี   
  • การที่เรามีเพศสัมพันธ์ทางปาก   อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงแต่ว่าก็น้อยมาก   แต่ก็สามารถที่จะเกิดขึ้รนได้  ถ้าฝ่ายชายนั้นได้มีหลั่งน้ำอสุจิที่มีเชื้อนั้นออกมา  แล้วก็เข้าปากสำหรับคู่นอน  ในขณะที่เราให้ปากในการมีเพศสัมพันธ์กัน   
  • การจูบแบบว่าเปิดปาก  เมื่อทั้งสองนั้นมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นแผลในช่องปาก  หรือว่ามีเลือดออกตามรายฟันนั้นก็สามารถที่จะติดเชื้อได้  โดยทางน้ำลายนั่นเอง   
  • การที่เป็นแผลแล้วเข้าไปจับคนที่ติดเชื้อและเมื่อเลือดนั้นได้สัมพัสกันก็สามารถที่จะเป็นได้เหมือนกัน  
  • การที่เราสักตามร่างกายหรือว่าเจาะ   ถ้าเราใช้เข็มร่วมกับคนที่เป็นโรคนั้นเราก็สามารถที่จะติดเชื้อได้เหมือนกัน  ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหูนั่นก็ด้วย  

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องไปตรวจภายใน

การตรวจภายในเป็นเรื่องปกติทั่วๆไปที่ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป ควรจะต้องหาเวลาไปตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจจะทำให้รู้ว่าภายในมดลูกของเราเกิดสิ่งผิดปกติใดขึ้น โดยเฉพาะโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปากมดลูกหรือการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ไวรัสตัวร้ายที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ใครที่ไม่เคยไปตรวจอาจจะรู้สึกกังวลใจ ดังนั้นเพื่อความสบายใจของสาวๆ เราเลยมีวิธีเตรียมตัวที่ถูกต้องก่อนจะไปตรวจภายในมาฝากกันคะ

1.การทำสะอาดความช่องคลอด ก่อนจะไปตรวจภายในเราควรล้างทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่เด็กที่อ่อนโยนต่อผิวหนัง ล้างแต่ภายนอกและเช็คให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู ห้ามทาแป้งหรือฉีดน้ำหอมใดๆ ที่สำคัญไม่ควรสวนล้างเข้าไปข้างในช่องคลอด เพราะการสวนล้างจะไปทำให้แบคทีเรียตัวดีตายและเชื้อโรคต่างๆหลุดลอกออกไปได้ ซึ่งจะทำให้ผลตรวจเกิดความคลาดเคลื่อน

2.สวมกระโปรงหรือกางเกงที่ถอดง่าย เพราะเวลาตรวจเราต้องถอดกางเกงตัวนอกรวมทั้งกางเกงในออก ดังนั้นเพื่อความสะดวก และรวดเร็วในกระบวนการตรวจ ควรใส่กระโปรงบานหรือกางเกงหลวมๆที่ถอดได้ง่ายไป แนะนำว่าอย่าใส่กางเกงยีนต์ไปเด็ดขาด

3.งดการร่วมเพศ  ก่อนที่จะไปตรวจควรงดการมีเพศสัมพันธ์กับสามี เป็นเวลา 2-3 วัน หรือไม่ก็อย่างน้อย 48 ชั่วโมง  เพื่อคุณหมอจะได้ดูลักษณะการผิดปกติที่ช่อคลอดได้ง่ายขึ้น

4.หลีกเลี่ยงช่วงเป็นประจำเดือน  ช่วงที่เป็นประจำเดือนมดลูกของผู้หญิงเราจะอ่อนแอมากที่สุดทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย ดังนั้นต้องรอให้ประจำเดือนหายสนิทดีก่อน ถึงจะเข้ามารับการตรวจภายใน

5.ห้ามโกนขน  การโกนขนออกทำให้ผลที่ได้จากการตรวจภายในมีประสิทธิภาพลดลง เพราะการตรวจหาโรคบางชนิดคุณหมอจะต้องวินิจฉัยจากลักษณะของขนที่ขึ้นตรงบริเวณอวัยะเพศ ด้วย  ในความเป็นจริงเราไม่ควรโกนขนบริเวณอวัยวะเพศออก เพราะนอกจากขนจะช่วยลดการกระแทกและเสียดสีระหว่างอวัยวะเพศเรากับกางเกงแล้ว ขนยังช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆด้วย ซึ่งบริเวณอวัยวะเพศเป็นบริเวณที่บอบบางมาก ถ้าโกนพลาดเกิดมีบาดแผลจะทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย

6.ไม่วิตกกังวล  ในขณะตรวจควรปล่อยตัวปล่อยใจตามสบาย ไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ เพราะถ้าเรามีอาการเกร็งแล้ว สำหรับท่าบางท่าอาจทำให้คุณหมอสอดใส่เครื่องมือได้ยาก ทางทีดีควรให้ความร่วมมือกับคุณหมอ เพื่อให้การตรวจผ่านไปด้วยดี

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับข้อมูลเมื่อทราบขนาดนี้แล้ว คุณผู้หญิงท่านใดยังไม่เคยเข้ารับการตรวจภายในก็หาวันว่างไปตรวจกันได้แล้วนะคะ 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย   

แนวทางลดการเสี่ยงต่อการหกล้มของคนสูงอายุ

นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อคนสูงอายุ กล่าวว่า แนวทางลดการเสี่ยงของการหกล้มที่เห็นผลเยอะที่สุดเป็น การบริหารร่างกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกรวมทั้งข้อต่อ ช่วยหัวข้อการทรงตัว การเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกายได้ว่องไวเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการหกล้มน้อยลง แม้กระนั้นจำต้องเลือกอิริยาบถให้เหมาะสมกับบุคคลด้วย

หนทางคุ้มครองป้องกันการเสี่ยงต่อการหกล้ม

1. เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า พื้นรองเท้ามีดอกยางกันลื่น อุปกรณ์มีความยืดหยุ่น ระบายอากาศดี

2. ใช้ไม้เท้าช่วยสำหรับในการเดิน

3. บริหารร่างกายที่เหมาะสมกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

4. ปรับแต่งสภาพแวดล้อมด้านในและรอบๆ บ้าน ให้โปร่งโล่งเตียน เดินสบาย รวมทั้งแลเห็นทุกพื้นที่ได้อย่างแจ่มแจ้ง

5. รับประทานยาให้ถูก แม้ยามีผลกระทบให้ง่วงซึม ควรจะกินแล้วไม่ลุกเดินไปไหน นั่งหรือนอนอยู่นิ่งๆแค่นั้น

6. ทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย

7. พินิจอาการใกล้กันอื่นๆ ถ้าเจอความผิดแปลกควรจะขอความเห็นหมอเพื่อหาปัจจัยรวมทั้งรับการดูแลและรักษาที่ถูก

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงวัย

1. ความเคลื่อนไหวของสายตา สายตาสั้น-ยาว หรือบางทีอาจสายตาเลือนลางโรคตาต่างๆ ที่อาจก่อให้กะประมาณการถือจับ หรือเดินได้ไม่สบายนัก

2. ภาวะกระดูกข้อต่อ กับเอ็น ที่ย่อยสลายลง

3. ระบบทางเดินปัสสาวะ อาจจะก่อให้เข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น เสี่ยงลื่นล้มในห้องน้ำได้มากกว่าเดิม

4. โรคประจำตัวต่างๆ

5. การใช้ยาบางประเภท ที่อาจมีการเสี่ยงทำให้ง่วงหงาวหาวนอน อย่างเช่น ยานอนหลับ ยาลดระดับความดันเลือด อื่นๆ อีกมากมาย

6. พื้นทางเดิน ที่อาจมีเครื่องกีดขวาง ที่อาจก่อให้สะดุดหกล้มได้ง่าย

7. ภาวะแสงสว่างข้างในบ้านที่บางทีก็อาจจะมืดมัวไปกระทั่งยากต่อการมองเห็น

8. ขั้นบันได ที่สูงหรือแคบเกินความจำเป็น ทำให้เดินไม่สบาย

9. ห้องสุขา ที่พื้นของห้ามแฉะ หรือลื่นเกินความจำเป็น

10. ครัว ที่บางทีอาจแออัดคับแคบ แล้วก็มีข้าวของเครื่องใช้ในครัวที่จัดเอาไว้แบบไม่มีระเบียบ

11. รองเท้าของผู้สูงอายุ ที่บางทีอาจไม่เหมาะสม ไม่อาจจะยึดเกาะพื้นทางเดิน หรือไม่สบายเท้า ทำให้สะดุดหกล้มได้ง่าย

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน

ทั้งนี้ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดโรคประดูกพรุน ส่วนใหญ่จะชี้ไปว่า เนื้อกระดูกบาง การที่มีการสะสมมวลกระดูกน้อย อายุ และอื่นๆ ดังนั้นการที่จะห่างไกลจากโรคนี้ เบื้องต้นให้ลงทุนด้วยการสะสมแคลเซียมในกระดูกให้มากที่สุดในช่วงอายุก่อน 30 ปี และยังต้องรับประทานแคลเซียมและวิตามิน ดี ไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต เพื่อให้กระดูกคงสภาพที่ดีและลดความเสี่ยงต่อกระดูกหัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงของอายุ

• แคลเซียม
อายุไม่ใช่เพียงตัวเลข เพราะอายุที่แตกต่างกันก็มีความต้องการปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการอาจแตกต่างในแต่ละวัย และสภาวะร่างกาย ดังนี้

– ผู้ที่มีอายุ 9-18 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน

– ผู้ที่มีอายุ 19-50 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน

– ผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,200 มิลลิกรัม ต่อวัน

นอกจากอายุที่แตกต่างกันจะต้องได้รับแคลเซียมที่ต่างกันแล้ว ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และคุณแม่มือใหม่ก็มีความต้องการแคลเซียมที่ต่างกัน

– สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร เท่ากับ 1,000-1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน
ทั้งนี้เราจะแนะนำอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมมากได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ นมและผลิตภัณฑ์ของนม ปลาซาร์ดีนพร้อมกระดูก ปลาตัวเล็กๆ พร้อมกระดูก กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง งาดำ กะปิ เป็นต้น

• วิตามินดี
วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม โดย ร่างกายต้องการ วิตามิน ดี วันละ 200-600 หน่วย ซึ่งในนม 1 แก้ว จะมีวิตามิน ดี 100 หน่วยและมีแคลเซียม 300 มิลลิกรัม
ทั้งนี้ผู้ที่คิดว่าร่างกายได้แคลเซียมและวิตามิน ดี จากอาหารไม่เพียงพอก็ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรรมเรื่องอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามินรวมเป็นต้น

• การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายเหมือนจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งจริงๆ ร่างกายไม่แข็งแรงก็ต้องออกกำลังกายสิ ดังนั้นการออกกำลังกายก็จะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และยังช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงได้ โดย ให้ออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก เช่น การเต้นรำ การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะๆ ทั้งบนถนนหรือบนลู่วิ่งก็ได้ ทั้งนี้การฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการหกล้มเป็นวิธีการที่ดี ที่จะลดอุบัติการของกระดูกหักได้ เช่น การรำมวยจีนบางประเภท แต่ถ้าไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ก่อน