5 เหตุผลที่บอกได้ว่าดื่มน้ำอุ่นแล้วมีประโยชน์

     สำหรับมนุษย์ทุกคนการดื่มน้ำเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นกับชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะหากร่างกายขาดน้ำแล้ว ไม่นานเราก็จะตาย แต่การดื่มน้ำก็มีน้ำหลายรูปแบบมาให้เราได้เลือกดื่ม ไม่ว่าจะเป็นน้ำอุ่น หรือน้ำเย็น ซึ่งแน่นอนหากถามทุกคนแล้วว่าจะเลือกดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น คนส่วนมากต้องตอนน้ำเย็นกันอยู่แล้ว แต่ที่จริงแล้วคุณรู้ไหมว่าประโยชน์ที่แท้จริงทั้งในเรื่องการดูแลผิวพรรณ การบำรุงร่างกายต่างต่างคุณจะได้มากที่สุดหากคุณมีการดื่มน้ำอุ่น ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำประโยชน์ดีดีที่ควรกินน้ำอุ่นมาฝากกันค่ะ

  1. การกินน้ำอุ่นจะช่วยให้คุณลดอาการเจ็บคอ  เพราะส่วนใหญ่เวลาที่เราไม่สบายและต้องไปหาหมอ คุณหมอทุกท่านมักจะแนะนำให้เรางดทานน้ำเย็นแล้วหันมาดื่มน้ำอุ่นแทน นั่นก็เพราะว่าน้ำอุ่นจะช่วยรักษาอาการระคายคอแถมด้วยลดอาการติดเชื้อได้ด้วย ทีสำคัญหากใครมีเสมหะในลำคอเยอะเยอะการดื่มน้ำอุ่นเข้าไปจะช่วยไปละลายเสมหะในลำคอได้
  2. ช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ สิ่งนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะรู้ดี เพราะเวลาที่ปวดท้องประจำเดือนทีไร สิ่งแรกที่ต้องเตรียมคือกระเป๋าน้ำร้อนแล้วก็การดื่มน้ำอุ่นตามเยอะเยอะนี่ละที่ช่วยให้หายจากอาการปวดประจำเดือนได้ชะงักนักแล นั่นก็เพราะว่าน้ำอุ่นจะเข้าไปช่วยคลายกล้ามเนื้อที่มันหดตัวเพื่อทำให้มันคลายตัวออกมา
  3. ในเมื่อน้ำอุ่นกินแล้วจะช่วยเรือ่งการขับเสมหะ ดังนั้นมันจึงเชื่อมต่อกันในเรื่องของการรักษาอาการคัดจมูกได้ด้วย อีกทั้งมันยังเข้าไปล้างสารพิษในร่างกายให้ด้วย
  4. คุณเคยเป็นไหมว่ารู้สึกหนาวสั่นจากข้างใน ห่มผ้าห่มกี่ชั้นก็ไม่อุ่น แต่สิ่งที่จะช่วยคุณได้คือการที่คุณเพียงแค่ทานน้ำอุ่นเข้าไป 1-2 แก้วเท่านั้น มันก็จะเข้าไปทำให้ร่างกายของคุณอุ่นขึ้นได้แล้ว
  5.  น้ำอุ่นจะช่วยขจัดไขมันส่วนเกินในร่างกายของคุณได้ ด้วยการดื่มน้ำอุ่นผสมกับน้ำมะนาว การดื่มน้ำอุ่นเข้าไปมันจะเข้าขับไขมันในร่างกายของคุณออกมาได้ ดังนั้น หากอยากต้องการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักควรดื่มน้ำอุ่นแทนน้ำเย็นจะดีที่สุด

จะเห็นได้ว่าการดื่มน้ำอุ่นนั้นมีประโยชน์กับร่างกายของคนเราเป็นอย่างมาก ซึ่งคนแก่หลายคนที่มีอายุยืนเป็นร้อยปี ส่วนมากเมื่อสอบถามก็จะตอบว่าดื่มแต่น้ำอุ่นจะไม่ดื่มน้ำเย็นกันทั้งนั้น ดังนั้น หากอยากอายุยืนมีสุขภาพทีแข็งแรงหันมันดื่มน้ำอุ่นกันเถอะดีที่สุด

 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ตุ่มน้ำใสๆที่เรานั้นเรียกกันว่าอีสุขอีใส

โรคอีสุขอีใสนั้นเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและชอบแผ่กระจายส่วนมากนั้นมาจาก โรงเรียน  สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือว่าตามชุมชนทั่วไป  ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้ทุกปีและคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคนี้บางคนนั้นเป็นรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิติได้ 

และโรคนี้นั้นเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ผู้สูงอายุ 

ซึ่งโรคอีสุขอีใสนั้นสามารถเจอได้ตลอดทั้งปีและจะเจอเยอะในช่วงหน้าฝน เนื่อจากพออากาศนั้นเย็นไวรัสนั้นจะโตเต็มที่และมักจะพบโรคนี้มากขึ้น โดยลักษณะของอีสุขอีใสนั้นจะเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นตามตัว ซึ่งตุ่มนั้นไม่ได้บอกถึงความรุนแรงของโรคซึ่งบางคนนั้นขึ้นไม่เยอะมากขึ้นประมาณซัก 30-50ตุ่ม หรือบางคนนั้นขึ้นเยอะมากอาจจะเป็น100 ตุ่ม แต่ก็ไม่หมายความว่าตุ่มนั้นจะรุนแรงแต่ในที่สุดนั้นจะหายเองได้โดยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน  ซึ่งอีสุขอีใสนั้นจัดอยู่ในกลุ่มของไวรัส ซึ่งตุ่มของอีสุขอีสใสนั้นจะขึ้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือว่าผู้ใหญ่  เริ่มจากมีตุ่มแดกๆนั้นขึ้นตามตัว หรืออีกประมาณวันหรือสองนั้นจะเป็นตุ่มขุ่นขึ้น และหลังจากนั้นจะกลายเป็นสะเก็ดในที่สุดโดยที่เรานั้นสังเกตนั้นคือตุ่มนั้นจะขึ้นทั่วตามร่างกายซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งบางคนนั้นเป็นตุ่มนั้นขึ้นเยอะจะหนามากโดยเฉพาะช่วงลำตัว แต่ส่วนใหญ่ตุ่มที่ขึ้นนั้นจะไม่ค่อยเจ็บ ยกเว้นว่าจะเป็นในช่องปาก โดยตุ่มเหล่านี้จะทำให้เรานั้นคันและส่งให้คนที่เป็นนั้นต้องเกา แกะ ซึ่งทำให้เกิดแบคทีเรียแทรกซ้อนส่งผลทำให้ตุ่มนั้นใหญ่ขึ้นและเป็นหนอง

อาการเริ่มต้นของอีสุขอีใสนั้นเกิดขึ้นมาจากการเป็นไข้ ต่ำๆในเด็ก แต่สำหรับผู้ใหญ่นั้นจะเป็นไข้สูงอยู่ประมาณ 1-2 วัน และหลังจากที่เรานั้นมีไข้ก็จะมีตุ่มที่เรานั้นได้บอกเบื้องต้นไปขึ้น ส่วนมากนั้นจะขึ้นตามลำตัวก่อนหรือหน้าแล้วค่อยๆลามไปที่แขน ขา   ซึ่งโรคอีสุขอีใสนั้นเป็นโรคที่ติดต่อ  ทางการที่เรานั้นสัมผัสกับคนที่เป็น  การหายใจสูดอากาศร่วมกับคนที่เป็นอีสุขอีใส หรือการที่ผู้ป่วยนั้นมีอาการน้ำมูกไหลแล้วเรานั้นไปสัมผัสกับผู้ที่ป่วยซึ่งก็ทำให้เรานั้นติดต่อจากเขาได้เหมือนกันซึ่งเรานั้นรับเชื้อเข้าไปสักอาทิตย์หรือว่าสองอาทิตย์เราก็จะป่วยตามเขา 

ส่วนอีสุขอีใสนั้นจะเป็นแค่ครั้งเดียวแล้วจะนำให้เรานั้นเป็นโรคงูสวัดเนื่องจากที่เราหายดีแล้วแต่ว่าเชื้อยังไม่หมด จากร่างกายแต่เมื่อไหร่ที่เรานั้นมีร่างกายที่อ่อนแอ ซึ่งทำให้เรานั้นมีภูมิคุ้มกันนั้นน้อยลงซึ่งเชื้อที่เรานั้นยังอยู่ก็เลยกระตุ้นให้เรานั้นกลับมาเป็นงูสวัด โดยที่เวลาที่เราเป็นนนั้นจะเป็นตุ่มแบบขึ้นเป็นผื่นปื้นๆซึ่งเวลาที่ขึ้นนั้นจะปวดแสบปวดร้อนมาก 

ซึ่งเดียวนี้นั้นมีวัคซีนที่ป้องกันแต่เหมาะสำหรับกับคนที่ไม่เคยเป็นโดยที่เป็นเด็กที่อายุไม่ 12 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็มอย่างน้อยห่างกันสามเดือน  ถ้าอายุนั้นเกิน 13 ปี แนะนำให้ฉีดสองเข็มเหมือนกันแต่ห่างจากเข็มแรกประมาณ หนึ่งเดือน

 

ผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง

ใครจะไปรู้ว่าผักพื้นบ้านธรรมดาทั่วไปที่เรากินกันอยู่ในทุกๆวันและเราสามารถปลูกกันได้ทุกหลังคาเรือนนั้นแท้จริงแล้วสามารถต้านโรคมะเร็งได้ โดยผักเหล้านี้นั้นมีสรรพคุณที่สามารถช่วยต้านมะเร็งได้ในระดับไหนนั้นก็จะอยู่ที่การบริโภคของแต่ละบุคคลนั่นเอง 

ยาที่ดีที่สุดสำหรับคนเรานั้นก็เป็นสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผัก เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ หากเรานั้นมีการเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์นั้น สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเรานั่นเอง โดยสรรพคุณสมุนไพรพื้นบ้านของไทยนั้นที่มีสรรพคุณในการต้านโรคมะเร็ง ก็จะประกอบไปด้วย ผักสะเดา ผักชนิดนี้นั้นจะมีรสชาติขมแต่มีประโยชน์มากมายเลยไม่ว่าจะเป็นการบำรุงร่างกายภาย

ในการขับเสมหะ ลดไข้ แก้ท้องผูกขับลมและยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอกและมะเร็งได้อีกด้วย สำหรับคนที่ชอบรับประทานของขมก็ไม่มีปัญหาในการทานผักชนิดนี้แน่นอนแต่สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานของขมก็อาจจะมีการกินผสมกับน้ำพริกที่หวานๆเช่นน้ำพริกถั่วเป็นต้น หรืออาจจะเลี่ยงไปทานผักสมุนไพรชนิดอื่นๆก็ได้ 

ผักชีลาว เป็นผักสีเขียวที่สามารถช่วยแก้ในเรื่องอาการท้องผูก ขับลมแก้อาการวิงเวียนศีรษะ สามารถช่วยเริมเพิ่มภูมิต้านทานได้และมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งต่างๆได้อีกด้วยผักชนิดนี้ไม่มีรสชาติขมสามารถรับประทานได้ง่ายแต่อาจจะมีกลิ่นฉุนก็อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นฉุนนั่นเอง ผักแขยงเป็นผักที่พบได้มากในภาคอีสานแต่ในปัจจุบันอาจจะมีการนำมาปลูกในภาคต่างๆด้วย

โดยในผักชนิดนี้นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากและมีฤทธ์ในการต่อต้านเซลล์มะเร็งได้เช่นเดียวกัน ผักติ้ว เป็นผักที่ขึ้นในแถบภาคอีวานเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน คนอีสานมักนิยมนำมารับประทานเป็นผักแกล้มน้ำพริกและสามารถหาทานได้ง่าย มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมีฤทธิ์สามารถช่วยต้านมะเร็งตับได้ดี ขี้เหล็กเป็นผักที่มีรสชาติและรสชาติความขมของผักชนิดนี้นี่เองทำให้ขี้เหล็กนั้นมีฤทธ์มากที่สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็วได้อย่างดี ว่าได้ว่าหวานเป็นลมขมเป็นยาทีเดียวและในสมัยนี้ยังหาทานได้ไม่ยาก เพราะขี้เหล็กนั้นเมื่อนำมาประกอบอาหาร่นแกงกะทิแล้วนั้นถือว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติกลมกล่อมเลยทีเดียว

โยผักทั้งหมดที่กล่าวไปนั้นล้วนเป็นผักพื้นบ้านที่สามารถหาได้ในประเทศไทยและมีการเจริญเติบโตของผักแทบจะทุกภาคของประเทศ และล้วนเป็นผักที่เป็นส่วนประกอบของอาหารไทยทั้งสิ้นประโยชน์ของผักเหล่านี้นั้นไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะด้านโภชนาเท่านั้นแต่ยังมีประโยชน์สามารถใช้เป็นยาได้อีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

โรคเอดส์นั้นติดได้ทางใดบ้าง  

     โรคเอดส์ที่หลายคนนั้นคิดว่าเป็นโรคที่ติดต่อได้เพียงแค่เรานั้นนั่งข้างๆหรือว่าอยู่ใกล้กันแต่ว่าจริงๆแล้วนั้นไม่ใช่  วันนี้เราจะมาแนะนำและทำความเข้าใจกันใหม่ว่า   ที่แท้นั้นการที่เราจะติดต่อกับโรคนี้เราต้องติดต่อทางไหน  และเรานั้นสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่  เพื่อที่จะได้อยู่รวมกันอย่างถูกต้อง   

โรคเอดส์นั้นสามารถที่จะติดต่อได้ทางไหนบ้าง   

โรคเอดส์หรือว่าเอชไอวีนั้นที่เรากลัวเราจะสามารถที่จะติดโรคนั้นได้ด้วยการที่เรามีเพศสัมธ์หรือว่า  เลือด   ทางอสุจิ  หรือว่าน้ำหล่อลื่น  ที่อยู่ในช่องคลอด  หรือว่าทางทวารหนัก  และก็รวมไปถึงการที่เราให้นมลูกเราด้วย     เพราะว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนั้นจะมาจากทางการที่มีเพศสัมพันธ์  หรือว่าเรามีบาดแผลและได้แผลของเรานั้นได้ไปติดเลือดของคนที่ติดเชื้อเอดส์มา  หรือว่าเป็นการติดเชื้อทางอวัยวะทางเพศชาย  ทางทวารหนักแบบนี้เป็นต้น  

การที่เราติดเชื้อเอดส์มาจากทางช่องทางไหน 

  • การที่เรามีเพศสัมพันธ์โดยที่เราไม่รู้ป้องกัน    การที่เรามีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดจะมีโอกาสที่ติดเชื้อได้ง่าย  ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายรุกหรือว่าฝ่ายรับนั่นเอง  
  • การที่เราใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนที่เชื้อ  การทเราจะใช้เข็มฉีดยาร่วมกันนั้นส่วนมากจะเป็นจำพวกที่ใช้สารเสพติดเพราะว่าจะใช้เข็มอันเดียวในในทิ่งลงไปที่เส้นเลือด  จากนั้นก็ได้มีการใช้ต่อ  การที่เราใช้ต่อกันและใช้ซ้ำๆนั้นก็เลยทำให้เราติดเชื้อนั่นเอง   
  • การแพร่จากแม่ลูกลูกน้อย  ไม่ว่าจะเป็นการตั้งท้อง  หรือว่าระหว่างที่เราจะคลอด  หรือว่าการที่เราให้นมลูกนั้นก็ล้วนเป็นความเสี่ยงทั้งนั้นถ้าแม่ได้รับเชื้อเอชไอวี   
  • การที่เรามีเพศสัมพันธ์ทางปาก   อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงแต่ว่าก็น้อยมาก   แต่ก็สามารถที่จะเกิดขึ้รนได้  ถ้าฝ่ายชายนั้นได้มีหลั่งน้ำอสุจิที่มีเชื้อนั้นออกมา  แล้วก็เข้าปากสำหรับคู่นอน  ในขณะที่เราให้ปากในการมีเพศสัมพันธ์กัน   
  • การจูบแบบว่าเปิดปาก  เมื่อทั้งสองนั้นมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นแผลในช่องปาก  หรือว่ามีเลือดออกตามรายฟันนั้นก็สามารถที่จะติดเชื้อได้  โดยทางน้ำลายนั่นเอง   
  • การที่เป็นแผลแล้วเข้าไปจับคนที่ติดเชื้อและเมื่อเลือดนั้นได้สัมพัสกันก็สามารถที่จะเป็นได้เหมือนกัน  
  • การที่เราสักตามร่างกายหรือว่าเจาะ   ถ้าเราใช้เข็มร่วมกับคนที่เป็นโรคนั้นเราก็สามารถที่จะติดเชื้อได้เหมือนกัน  ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหูนั่นก็ด้วย  

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องไปตรวจภายใน

การตรวจภายในเป็นเรื่องปกติทั่วๆไปที่ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป ควรจะต้องหาเวลาไปตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจจะทำให้รู้ว่าภายในมดลูกของเราเกิดสิ่งผิดปกติใดขึ้น โดยเฉพาะโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปากมดลูกหรือการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ไวรัสตัวร้ายที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ใครที่ไม่เคยไปตรวจอาจจะรู้สึกกังวลใจ ดังนั้นเพื่อความสบายใจของสาวๆ เราเลยมีวิธีเตรียมตัวที่ถูกต้องก่อนจะไปตรวจภายในมาฝากกันคะ

1.การทำสะอาดความช่องคลอด ก่อนจะไปตรวจภายในเราควรล้างทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่เด็กที่อ่อนโยนต่อผิวหนัง ล้างแต่ภายนอกและเช็คให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู ห้ามทาแป้งหรือฉีดน้ำหอมใดๆ ที่สำคัญไม่ควรสวนล้างเข้าไปข้างในช่องคลอด เพราะการสวนล้างจะไปทำให้แบคทีเรียตัวดีตายและเชื้อโรคต่างๆหลุดลอกออกไปได้ ซึ่งจะทำให้ผลตรวจเกิดความคลาดเคลื่อน

2.สวมกระโปรงหรือกางเกงที่ถอดง่าย เพราะเวลาตรวจเราต้องถอดกางเกงตัวนอกรวมทั้งกางเกงในออก ดังนั้นเพื่อความสะดวก และรวดเร็วในกระบวนการตรวจ ควรใส่กระโปรงบานหรือกางเกงหลวมๆที่ถอดได้ง่ายไป แนะนำว่าอย่าใส่กางเกงยีนต์ไปเด็ดขาด

3.งดการร่วมเพศ  ก่อนที่จะไปตรวจควรงดการมีเพศสัมพันธ์กับสามี เป็นเวลา 2-3 วัน หรือไม่ก็อย่างน้อย 48 ชั่วโมง  เพื่อคุณหมอจะได้ดูลักษณะการผิดปกติที่ช่อคลอดได้ง่ายขึ้น

4.หลีกเลี่ยงช่วงเป็นประจำเดือน  ช่วงที่เป็นประจำเดือนมดลูกของผู้หญิงเราจะอ่อนแอมากที่สุดทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย ดังนั้นต้องรอให้ประจำเดือนหายสนิทดีก่อน ถึงจะเข้ามารับการตรวจภายใน

5.ห้ามโกนขน  การโกนขนออกทำให้ผลที่ได้จากการตรวจภายในมีประสิทธิภาพลดลง เพราะการตรวจหาโรคบางชนิดคุณหมอจะต้องวินิจฉัยจากลักษณะของขนที่ขึ้นตรงบริเวณอวัยะเพศ ด้วย  ในความเป็นจริงเราไม่ควรโกนขนบริเวณอวัยวะเพศออก เพราะนอกจากขนจะช่วยลดการกระแทกและเสียดสีระหว่างอวัยวะเพศเรากับกางเกงแล้ว ขนยังช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆด้วย ซึ่งบริเวณอวัยวะเพศเป็นบริเวณที่บอบบางมาก ถ้าโกนพลาดเกิดมีบาดแผลจะทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย

6.ไม่วิตกกังวล  ในขณะตรวจควรปล่อยตัวปล่อยใจตามสบาย ไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ เพราะถ้าเรามีอาการเกร็งแล้ว สำหรับท่าบางท่าอาจทำให้คุณหมอสอดใส่เครื่องมือได้ยาก ทางทีดีควรให้ความร่วมมือกับคุณหมอ เพื่อให้การตรวจผ่านไปด้วยดี

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับข้อมูลเมื่อทราบขนาดนี้แล้ว คุณผู้หญิงท่านใดยังไม่เคยเข้ารับการตรวจภายในก็หาวันว่างไปตรวจกันได้แล้วนะคะ 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย   

แนวทางลดการเสี่ยงต่อการหกล้มของคนสูงอายุ

นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อคนสูงอายุ กล่าวว่า แนวทางลดการเสี่ยงของการหกล้มที่เห็นผลเยอะที่สุดเป็น การบริหารร่างกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกรวมทั้งข้อต่อ ช่วยหัวข้อการทรงตัว การเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกายได้ว่องไวเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการหกล้มน้อยลง แม้กระนั้นจำต้องเลือกอิริยาบถให้เหมาะสมกับบุคคลด้วย

หนทางคุ้มครองป้องกันการเสี่ยงต่อการหกล้ม

1. เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า พื้นรองเท้ามีดอกยางกันลื่น อุปกรณ์มีความยืดหยุ่น ระบายอากาศดี

2. ใช้ไม้เท้าช่วยสำหรับในการเดิน

3. บริหารร่างกายที่เหมาะสมกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

4. ปรับแต่งสภาพแวดล้อมด้านในและรอบๆ บ้าน ให้โปร่งโล่งเตียน เดินสบาย รวมทั้งแลเห็นทุกพื้นที่ได้อย่างแจ่มแจ้ง

5. รับประทานยาให้ถูก แม้ยามีผลกระทบให้ง่วงซึม ควรจะกินแล้วไม่ลุกเดินไปไหน นั่งหรือนอนอยู่นิ่งๆแค่นั้น

6. ทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย

7. พินิจอาการใกล้กันอื่นๆ ถ้าเจอความผิดแปลกควรจะขอความเห็นหมอเพื่อหาปัจจัยรวมทั้งรับการดูแลและรักษาที่ถูก

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงวัย

1. ความเคลื่อนไหวของสายตา สายตาสั้น-ยาว หรือบางทีอาจสายตาเลือนลางโรคตาต่างๆ ที่อาจก่อให้กะประมาณการถือจับ หรือเดินได้ไม่สบายนัก

2. ภาวะกระดูกข้อต่อ กับเอ็น ที่ย่อยสลายลง

3. ระบบทางเดินปัสสาวะ อาจจะก่อให้เข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น เสี่ยงลื่นล้มในห้องน้ำได้มากกว่าเดิม

4. โรคประจำตัวต่างๆ

5. การใช้ยาบางประเภท ที่อาจมีการเสี่ยงทำให้ง่วงหงาวหาวนอน อย่างเช่น ยานอนหลับ ยาลดระดับความดันเลือด อื่นๆ อีกมากมาย

6. พื้นทางเดิน ที่อาจมีเครื่องกีดขวาง ที่อาจก่อให้สะดุดหกล้มได้ง่าย

7. ภาวะแสงสว่างข้างในบ้านที่บางทีก็อาจจะมืดมัวไปกระทั่งยากต่อการมองเห็น

8. ขั้นบันได ที่สูงหรือแคบเกินความจำเป็น ทำให้เดินไม่สบาย

9. ห้องสุขา ที่พื้นของห้ามแฉะ หรือลื่นเกินความจำเป็น

10. ครัว ที่บางทีอาจแออัดคับแคบ แล้วก็มีข้าวของเครื่องใช้ในครัวที่จัดเอาไว้แบบไม่มีระเบียบ

11. รองเท้าของผู้สูงอายุ ที่บางทีอาจไม่เหมาะสม ไม่อาจจะยึดเกาะพื้นทางเดิน หรือไม่สบายเท้า ทำให้สะดุดหกล้มได้ง่าย

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน

ทั้งนี้ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดโรคประดูกพรุน ส่วนใหญ่จะชี้ไปว่า เนื้อกระดูกบาง การที่มีการสะสมมวลกระดูกน้อย อายุ และอื่นๆ ดังนั้นการที่จะห่างไกลจากโรคนี้ เบื้องต้นให้ลงทุนด้วยการสะสมแคลเซียมในกระดูกให้มากที่สุดในช่วงอายุก่อน 30 ปี และยังต้องรับประทานแคลเซียมและวิตามิน ดี ไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต เพื่อให้กระดูกคงสภาพที่ดีและลดความเสี่ยงต่อกระดูกหัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงของอายุ

• แคลเซียม
อายุไม่ใช่เพียงตัวเลข เพราะอายุที่แตกต่างกันก็มีความต้องการปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการอาจแตกต่างในแต่ละวัย และสภาวะร่างกาย ดังนี้

– ผู้ที่มีอายุ 9-18 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน

– ผู้ที่มีอายุ 19-50 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน

– ผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,200 มิลลิกรัม ต่อวัน

นอกจากอายุที่แตกต่างกันจะต้องได้รับแคลเซียมที่ต่างกันแล้ว ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และคุณแม่มือใหม่ก็มีความต้องการแคลเซียมที่ต่างกัน

– สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร เท่ากับ 1,000-1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน
ทั้งนี้เราจะแนะนำอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมมากได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ นมและผลิตภัณฑ์ของนม ปลาซาร์ดีนพร้อมกระดูก ปลาตัวเล็กๆ พร้อมกระดูก กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง งาดำ กะปิ เป็นต้น

• วิตามินดี
วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม โดย ร่างกายต้องการ วิตามิน ดี วันละ 200-600 หน่วย ซึ่งในนม 1 แก้ว จะมีวิตามิน ดี 100 หน่วยและมีแคลเซียม 300 มิลลิกรัม
ทั้งนี้ผู้ที่คิดว่าร่างกายได้แคลเซียมและวิตามิน ดี จากอาหารไม่เพียงพอก็ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรรมเรื่องอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามินรวมเป็นต้น

• การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายเหมือนจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งจริงๆ ร่างกายไม่แข็งแรงก็ต้องออกกำลังกายสิ ดังนั้นการออกกำลังกายก็จะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และยังช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงได้ โดย ให้ออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก เช่น การเต้นรำ การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะๆ ทั้งบนถนนหรือบนลู่วิ่งก็ได้ ทั้งนี้การฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการหกล้มเป็นวิธีการที่ดี ที่จะลดอุบัติการของกระดูกหักได้ เช่น การรำมวยจีนบางประเภท แต่ถ้าไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ก่อน

โรคหลอดเลือดสมอง และสาเหตุของอาการ

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่พบบ่อยมากๆ อีกโรคหนึ่ง และมีสาเหตุการเสียชีวิตมากติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยที่สาเหตุอาจจะมาจากพันธุกรรมก็ได้หรือเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็ได้ ทั้งนี้เราสามารถสังเกตสัญญาณเตือนโดยอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ดีก่อนที่จะมีอันตรายและสายเกินแก้

แพทย์กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบบ่อยและมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากที่สุดโรคหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วหากผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคนี้ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะเสี่ยงมีความพิการหลงเหลือตามมา

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดสมองซึ่งอาจจะมาจากพันธุกรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่ดีของคุณก็ได้ ตัวอย่างเช่น
• ความดันโลหิตสูง

• เบาหวาน

• ไขมันในเลือดสูง

• มีญาติสายตรงป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

• ขาดการออกกำลังกาย

• น้ำหนักเกิน

• สูบบุหรี่
เป็นต้น

5 สัญญาณอันตรายของ โรคหลอดเลือดสมอง
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักจะมีอาการอยู่แล้ว ทั้งนี้ต้องสังเกตให้ดีๆ โดยอาการเตือนที่สำคัญ คือ

1. แขน ขาอ่อนแรงซีกเดียวของร่างกาย

2. สับสน พูดลำบาก พูดไม่รู้เรื่อง

3. ตามองเห็นลดลง 1 หรือทั้ง 2 ข้าง

4. มีปัญหาการเดิน

5. มึนงง

อาการต่างๆ ที่กล่าวมานี้มักเกิดขึ้นแบบฉับพลันไม่ทันตั้งตัว จึงควรที่จะนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ให้ด่วนที่สุดภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อจะรักษาชีวิตไว้และฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติหรือใกล้เคียงได้มากที่สุด

วิธีลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

2. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม และไขมันสูง

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

4. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินกว่าเกณฑ์ปกติ

5. งดเครื่องดื่มมึนเมา

6. เลี่ยงสูบบุหรี่

7. ตรวจสุขภาพประจำปี

ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่สำคัญเลยคือการช่วยเหลือตนเองเมื่อป่วยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟู เพื่อให้ร่างกายกลับมีสภาพที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงควรรีบเข้ารักษาตัวเอง เพื่อให้สามารถกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ สำหรับวิธีการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังเข้ารับการรักษาและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต สิ่งแรกที่จะช่วยทำให้การฟื้นฟูได้ผลมากที่สุด คือ ต้องทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างแพทย์ผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากเป็นการฟื้นฟูผู้ป่วยในระดับที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือฉับพลัน เพื่อลดความพิการหรือป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีอาการโรคอยู่ในระดับที่คนไข้อ่อนแรงจากอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือไม่ หรือกำลังเจ็บป่วยที่กล้ามเนื้อและกระดูกกันแน่ แพทย์จะมีวิธีรักษาเริ่มต้นโดยการซักประวัติและเอกซเรย์สมองร่วมด้วย หากพบว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าวนี้ แพทย์จะทำการดูแลอาการป่วยให้ทรงตัวอยู่สภาพคงที่ไม่เป็นมากกว่าเดิม เพื่อเตรียมพร้อมส่งไปยังศูนย์ฟื้นฟูเพื่อกายภาพบำบัดตามลำดับ
ดังนั้น ประชาชนจึงควรมีความรู้เบื้องต้นในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและการทราบถึงอาการเบื้องต้นเพื่อจะรักษาได้ทันเวลาเพิ่มการเยียวยาอาการให้ดีขึ้น เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือดในภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ และสำหรับการดูแลที่เหมาะสมมาก ๆ สำหรับผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดในสมองแตกซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดอัตราการเสียชีวิตได้

อันตรายถึงชีวิต ดีท็อกซ์ตับแบบผิดๆ

ใครที่รู้จักคำว่า “ดีท็อกซ์” คงจะเคยได้ยินถึงข้อดีของมันมาบ้าง พูดกันง่ายๆ ก็เหมือนกันกับการล้างพิษ ล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำแล้วเชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสิ่งหมักหมมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสกปรก หรือทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ โดยทำแล้วสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งหลายจะไหลออกมาพร้อมกับอุจจาระ

ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันเป็นว่าเล่น มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ มีสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย รวมไปถึงทัวร์ล้างพิษตับไตที่ตามสถาบันต่างๆ จัดขึ้นอีกด้วย จึงมีหลายคนหลวมตัวไปเข้าคอร์สดังกล่าว หรือจำสูตรมาทำเองที่บ้าน จนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยงด่วนๆ มีคำตอบค่ะ

ล้างพิษตับผิดๆ ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

1. อดอาหาร ทานได้แต่อาหารบางประเภทที่เชื่อว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

การอดอาหารแล้วทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร หนำซ้ำยังอาจทำให้หมดพลังงาน ไม่มีแรง หน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ ยิ่งใครที่ทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจเกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้

2. สวนรูทวารหนัก

ใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย อาจเลือกวิธีสวนรูทวาร โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ หรือน้ำกาแฟเข้าไป จริงๆ แล้วด้วยวิธีที่ทำไม่ถือว่าผิด แต่หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นการดีท็อกซ์ลำไส้จนสะอาดหมดจดอย่างที่คิด แต่เป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่ายออกไป ทำให้ในอนาคตร่างกายอาจทำการขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด

3. ล้างพิษตับด้วยสารพัดสูตร

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกายก็จริง แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างที่เข้าใจกันได้ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2 อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดเต็มๆ

หากอยากดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธีจริงๆ เลือกทานอาหารที่มีกากใย เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า ดื่มในตอนเช้า แต่ยังทานอาหารครบ 5 หมู่ทุกมื้อ และไม่สวนทวาร สวนลำไส้บ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีหากไม่เคยสวนทวาร สวนลำไส้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และท้ายที่สุด ดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องง้อคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแน่นอนค่ะ

ดื่มเหล้าส่งผลเสียอย่างไรต่อสุขภาพบ้าง

ในปัจจุบันปัญหาที่ร้ายแรง และแผ่ขยายไปทั่วในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วยก็คือผลของการดื่มเหล้าหรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ไม่ว่าจะเป็นวิสกี้ บรั่นดี เบียร์หรือไวน์ก็ตาม ผู้ที่ดื่มในปริมาณไม่มากแต่ดื่มอย่างสม่ำเสมอจะมีแนวโน้มที่คอจะแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ ดื่มในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แม้ว่าบุคคลผู้นั้นจะไม่เคยเมาเลยก็ตามแต่ยิ่งจำนวนแอลกอฮอล์มากขึ้นผลที่ตามมาก็คือการทำร้ายสุขภาพไม่ว่าจะเป็นหัวใจ สมอง ระบบประสาท กระเพาะอาหารและตับก็ตามล้วนได้รับผลภัยจากแอลกอฮอล์ได้ทั้งสิ้นรวมทั้งโอกาสนี้จะเกิดมะเร็งในช่องปาก ลำคอกล่องเสียงและหลอดอาหารมีได้สูงกว่าเช่นเดียวกัน

เพื่อให้ท่านที่สนใจหัวข้อเรื่องนี้ทราบว่า อวัยวะต่าง ๆของร่างกายได้รับผลกระทบอย่างไรจากการดื่มเหล้า เบียร์ หรือไวน์ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ขอชี้แจงให้ท่านได้ทราบดังนี้

  1. ผลต่อหัวใจ พบว่าการดื่มในปริมาณที่มากจะทำให้มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่แข็งแรง เกิดหัวใจวายได้ง่าย
  2. ผลต่อตับ พบว่าการดื่มจะทำให้เกิดโรคตับแข็งได้ตับที่ถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์จะไม่สามารถทำหน้าที่ที่จำเป็นได้ไม่ว่าจะเป็นกรรมวิธีในการย่อยสลายสารอาหารต่าง ๆหรือการเปลี่ยนแปลงของยาที่รับประทานเข้าไป บางรายอาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง มักอาเจียนเป็นเลือด
  3. ผลต่อผิวหน้า แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ผิวหน้าจะเห็นเป็นสีแดงเรื่อ ๆมีผลทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปบางส่วนจากทางผิวหน้าจนบางครั้งอาจเกิดอาการหนาวจนสั่น หรือเกิดโรคปอดบวมได้ง่ายในฤดูหนาว
  4. ผลต่อสมอง บางคนเชื่อว่าทานเหล้านิดหน่อยจะช่วยกระตุ้นสมองให้กระฉับกระเฉงแต่ข้อเท็จจริงไม่ใช่เช่นนั้น แอลกอฮอล์จะมีฤทธิ์กดการทำงานของสมองถ้าดื่มมาก ๆ เข้า จะทำให้ความจำเสื่อม การตัดสินใจไม่เหมาะสม สมาธิเสียไปโกรธง่ายการพูดจะช้าลง สายตาพร่ามัวและการทรงตัวเสียไป
  5. ผลต่อกระเพาะอาหาร มีผลทำให้กระเพาะอาหารอักเสบอย่างฉับไวทันทีภายหลังดื่มในปริมาณมากซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารได้
  6. ผลต่อระบบสืบพันธุ์ ในเพศชายอาจเกิดการเลื่อมสมรรถภาพทางเพศ ในผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีผลร้ายต่อทารกทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ