ตุ่มน้ำใสๆที่เรานั้นเรียกกันว่าอีสุขอีใส

โรคอีสุขอีใสนั้นเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและชอบแผ่กระจายส่วนมากนั้นมาจาก โรงเรียน  สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือว่าตามชุมชนทั่วไป  ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้ทุกปีและคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคนี้บางคนนั้นเป็นรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิติได้ 

และโรคนี้นั้นเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ผู้สูงอายุ 

ซึ่งโรคอีสุขอีใสนั้นสามารถเจอได้ตลอดทั้งปีและจะเจอเยอะในช่วงหน้าฝน เนื่อจากพออากาศนั้นเย็นไวรัสนั้นจะโตเต็มที่และมักจะพบโรคนี้มากขึ้น โดยลักษณะของอีสุขอีใสนั้นจะเป็นตุ่มน้ำใสขึ้นตามตัว ซึ่งตุ่มนั้นไม่ได้บอกถึงความรุนแรงของโรคซึ่งบางคนนั้นขึ้นไม่เยอะมากขึ้นประมาณซัก 30-50ตุ่ม หรือบางคนนั้นขึ้นเยอะมากอาจจะเป็น100 ตุ่ม แต่ก็ไม่หมายความว่าตุ่มนั้นจะรุนแรงแต่ในที่สุดนั้นจะหายเองได้โดยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน  ซึ่งอีสุขอีใสนั้นจัดอยู่ในกลุ่มของไวรัส ซึ่งตุ่มของอีสุขอีสใสนั้นจะขึ้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือว่าผู้ใหญ่  เริ่มจากมีตุ่มแดกๆนั้นขึ้นตามตัว หรืออีกประมาณวันหรือสองนั้นจะเป็นตุ่มขุ่นขึ้น และหลังจากนั้นจะกลายเป็นสะเก็ดในที่สุดโดยที่เรานั้นสังเกตนั้นคือตุ่มนั้นจะขึ้นทั่วตามร่างกายซึ่งเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ซึ่งบางคนนั้นเป็นตุ่มนั้นขึ้นเยอะจะหนามากโดยเฉพาะช่วงลำตัว แต่ส่วนใหญ่ตุ่มที่ขึ้นนั้นจะไม่ค่อยเจ็บ ยกเว้นว่าจะเป็นในช่องปาก โดยตุ่มเหล่านี้จะทำให้เรานั้นคันและส่งให้คนที่เป็นนั้นต้องเกา แกะ ซึ่งทำให้เกิดแบคทีเรียแทรกซ้อนส่งผลทำให้ตุ่มนั้นใหญ่ขึ้นและเป็นหนอง

อาการเริ่มต้นของอีสุขอีใสนั้นเกิดขึ้นมาจากการเป็นไข้ ต่ำๆในเด็ก แต่สำหรับผู้ใหญ่นั้นจะเป็นไข้สูงอยู่ประมาณ 1-2 วัน และหลังจากที่เรานั้นมีไข้ก็จะมีตุ่มที่เรานั้นได้บอกเบื้องต้นไปขึ้น ส่วนมากนั้นจะขึ้นตามลำตัวก่อนหรือหน้าแล้วค่อยๆลามไปที่แขน ขา   ซึ่งโรคอีสุขอีใสนั้นเป็นโรคที่ติดต่อ  ทางการที่เรานั้นสัมผัสกับคนที่เป็น  การหายใจสูดอากาศร่วมกับคนที่เป็นอีสุขอีใส หรือการที่ผู้ป่วยนั้นมีอาการน้ำมูกไหลแล้วเรานั้นไปสัมผัสกับผู้ที่ป่วยซึ่งก็ทำให้เรานั้นติดต่อจากเขาได้เหมือนกันซึ่งเรานั้นรับเชื้อเข้าไปสักอาทิตย์หรือว่าสองอาทิตย์เราก็จะป่วยตามเขา 

ส่วนอีสุขอีใสนั้นจะเป็นแค่ครั้งเดียวแล้วจะนำให้เรานั้นเป็นโรคงูสวัดเนื่องจากที่เราหายดีแล้วแต่ว่าเชื้อยังไม่หมด จากร่างกายแต่เมื่อไหร่ที่เรานั้นมีร่างกายที่อ่อนแอ ซึ่งทำให้เรานั้นมีภูมิคุ้มกันนั้นน้อยลงซึ่งเชื้อที่เรานั้นยังอยู่ก็เลยกระตุ้นให้เรานั้นกลับมาเป็นงูสวัด โดยที่เวลาที่เราเป็นนนั้นจะเป็นตุ่มแบบขึ้นเป็นผื่นปื้นๆซึ่งเวลาที่ขึ้นนั้นจะปวดแสบปวดร้อนมาก 

ซึ่งเดียวนี้นั้นมีวัคซีนที่ป้องกันแต่เหมาะสำหรับกับคนที่ไม่เคยเป็นโดยที่เป็นเด็กที่อายุไม่ 12 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็มอย่างน้อยห่างกันสามเดือน  ถ้าอายุนั้นเกิน 13 ปี แนะนำให้ฉีดสองเข็มเหมือนกันแต่ห่างจากเข็มแรกประมาณ หนึ่งเดือน

 

ประโยชน์ของกล้วยหอม มันมีดียังไงนะ

คนที่รักสุขภาพ หรือ ลดน้ำหนักอยู่ คุณคงจะกินกล้วยหอมบ่อยอยู่แล้ว แต่คุณหรือไม่ว่ามันมีประโยชน์อะไรบ้าง 

การที่คุณกินกล้วยหอม เพราะคุณคงรู้ว่าแคลอรีมันไม่เยอะ (1 ผล เท่ากับ 105 แคลอรี) คุณก็เลยกินมันเวลาหิว เพื่อบรรเทาการหิว หรือบางคนกินก่อนออกกำลังกายเพื่อให้มีพลังงาน หรือบางคนเอาไปปั่นกินกับอกไก่ วันนี้เราเลยจะมาบอกถึงประโยชน์ของกล้วยหมอ ให้คุณรู้กหันว่ามันเป็นมากกว่านั้นนะ 

สรรพคุณเจ๋งๆ ของกล้วยหอม 

คลายเครียด

กล้วยหอมมีสารตัวหนึ่งที่เรียกว่า “Typtophan” เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายแปลงเป็น Serotonin รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์จะสดใสขึ้น 

ลดอารมณ์หงุดหงิด อาการที่คุณปวดหัว หงุดหงิด หรือ ปวดท้องประจำเดือนของคุณผู้หญิง จะดีขึ้นหากคุณได้กินกล้วยหอมสักลูก มันจะช่วยบรรเทาอารมณ์ที่เกิดจาการมีประจำเดือนได้นะ

เพิ่มพลังงาน สมอง

การที่กินกล้วยหอมจะช่วยกระตุ้นความตื่นตัวให้กับสมองด้วย เพราะกล้วยหอมนั้นอยู่ท้องและย่อยง่ายทำให้เรานำสารอาหารไปใช้พลังงานได้อย่างรวบเร็ว หากช่วงบ่ายสมองคุณล้าจากการทำงาน ลองกินกล้วยหอมดูสิ มันจะช่วยทำให้คุณกับมาทำงานได้สดชื่นขึ้น

ลดการเกิดตะคริว หรือเหน็บชา และ ลดความดันโลหิต

การที่คนเราเป็นตะคริว หรือเหน็บชาเพราะว่าร่างกายนั้นขาดโพแทสเซียม ซึ่งในกล้วยหอมเป็นแหล่งที่มีโพแทสเซียมเยอะ ถ้ากินเป็นประจำๆจะช่วยเรื่องการเป็นตะคริวหรือเหน็บชาได้ และมีผลวิจัยจากนักวิจัยว่าโพแทสเซียมยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นความดันโลหิตเช่นกัน 

ลดการเกิดแผลในกระเพาะและลำไส้ 

กล้วยหอมมีเส้นใยอาหารอยู่มากจึงจะช่วยลำไส้เล็กในการย่อยอาหารดีขึ้น และสามารถช่วยเคลือบกระเพาะอาหารไม่ให้เกิดแผลในกระเพาะอีกด้วย นอกจากนี้ยังลดอาการจุกเสียดแน่นท้องและช่วยเรื่องลดท้องผูกอีกด้วยนะ 

ลดโรคโลหิตจาง

กล้วยหอมยังเป็นแหล่งสารอาหารอีกอย่าง นั้นก็คือ ธาตุเหล็ก  ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮีโมโกลบินให้กับเม็ดเลือดแดง ดังนั้นการกินกล้วยหอมจึงช่วยเรื่องป้องกันการเป็นโรคหิตจางด้วยนะ

บำรุงระบบประสาท 

วิตามินบีที่อยู่ในกล้วยหอมจะช่วยทำให้ระบบประสาททำงานดีขึ้นและยังช่วยบำรุงระบบต่างๆในการทำงานที่เกี่ยวกับประสาทอีกด้วย อย่างเช่นการทำงานให้สมองสั่งงานให้ร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและสมดุลนั้นเอง

เห็นแล้วใช่ไหมละ ว่าจริงๆแล้วกล้วยหอมมีประโยชน์มาก ไม่ใช่แค่กินแล้วอิ่มท้อง แคลอรีต่ำ  อย่างเดียว คนที่รักสุขภาพหรือคนที่ลดน้ำหนักอ่านแล้วยังไงก็ต้องหลงรักกล้วยหอมแน่นอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจซิฟิลิส

ผักพื้นบ้านต้านมะเร็ง

ใครจะไปรู้ว่าผักพื้นบ้านธรรมดาทั่วไปที่เรากินกันอยู่ในทุกๆวันและเราสามารถปลูกกันได้ทุกหลังคาเรือนนั้นแท้จริงแล้วสามารถต้านโรคมะเร็งได้ โดยผักเหล้านี้นั้นมีสรรพคุณที่สามารถช่วยต้านมะเร็งได้ในระดับไหนนั้นก็จะอยู่ที่การบริโภคของแต่ละบุคคลนั่นเอง 

ยาที่ดีที่สุดสำหรับคนเรานั้นก็เป็นสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผัก เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ หากเรานั้นมีการเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์นั้น สิ่งเหล่านั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเรานั่นเอง โดยสรรพคุณสมุนไพรพื้นบ้านของไทยนั้นที่มีสรรพคุณในการต้านโรคมะเร็ง ก็จะประกอบไปด้วย ผักสะเดา ผักชนิดนี้นั้นจะมีรสชาติขมแต่มีประโยชน์มากมายเลยไม่ว่าจะเป็นการบำรุงร่างกายภาย

ในการขับเสมหะ ลดไข้ แก้ท้องผูกขับลมและยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเนื้องอกและมะเร็งได้อีกด้วย สำหรับคนที่ชอบรับประทานของขมก็ไม่มีปัญหาในการทานผักชนิดนี้แน่นอนแต่สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานของขมก็อาจจะมีการกินผสมกับน้ำพริกที่หวานๆเช่นน้ำพริกถั่วเป็นต้น หรืออาจจะเลี่ยงไปทานผักสมุนไพรชนิดอื่นๆก็ได้ 

ผักชีลาว เป็นผักสีเขียวที่สามารถช่วยแก้ในเรื่องอาการท้องผูก ขับลมแก้อาการวิงเวียนศีรษะ สามารถช่วยเริมเพิ่มภูมิต้านทานได้และมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยยับยั้งและชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็งต่างๆได้อีกด้วยผักชนิดนี้ไม่มีรสชาติขมสามารถรับประทานได้ง่ายแต่อาจจะมีกลิ่นฉุนก็อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นฉุนนั่นเอง ผักแขยงเป็นผักที่พบได้มากในภาคอีสานแต่ในปัจจุบันอาจจะมีการนำมาปลูกในภาคต่างๆด้วย

โดยในผักชนิดนี้นั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมากและมีฤทธ์ในการต่อต้านเซลล์มะเร็งได้เช่นเดียวกัน ผักติ้ว เป็นผักที่ขึ้นในแถบภาคอีวานเป็นส่วนใหญ่เช่นกัน คนอีสานมักนิยมนำมารับประทานเป็นผักแกล้มน้ำพริกและสามารถหาทานได้ง่าย มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมีฤทธิ์สามารถช่วยต้านมะเร็งตับได้ดี ขี้เหล็กเป็นผักที่มีรสชาติและรสชาติความขมของผักชนิดนี้นี่เองทำให้ขี้เหล็กนั้นมีฤทธ์มากที่สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็วได้อย่างดี ว่าได้ว่าหวานเป็นลมขมเป็นยาทีเดียวและในสมัยนี้ยังหาทานได้ไม่ยาก เพราะขี้เหล็กนั้นเมื่อนำมาประกอบอาหาร่นแกงกะทิแล้วนั้นถือว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติกลมกล่อมเลยทีเดียว

โยผักทั้งหมดที่กล่าวไปนั้นล้วนเป็นผักพื้นบ้านที่สามารถหาได้ในประเทศไทยและมีการเจริญเติบโตของผักแทบจะทุกภาคของประเทศ และล้วนเป็นผักที่เป็นส่วนประกอบของอาหารไทยทั้งสิ้นประโยชน์ของผักเหล่านี้นั้นไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะด้านโภชนาเท่านั้นแต่ยังมีประโยชน์สามารถใช้เป็นยาได้อีกด้วย

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

โรคเอดส์นั้นติดได้ทางใดบ้าง  

     โรคเอดส์ที่หลายคนนั้นคิดว่าเป็นโรคที่ติดต่อได้เพียงแค่เรานั้นนั่งข้างๆหรือว่าอยู่ใกล้กันแต่ว่าจริงๆแล้วนั้นไม่ใช่  วันนี้เราจะมาแนะนำและทำความเข้าใจกันใหม่ว่า   ที่แท้นั้นการที่เราจะติดต่อกับโรคนี้เราต้องติดต่อทางไหน  และเรานั้นสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่  เพื่อที่จะได้อยู่รวมกันอย่างถูกต้อง   

โรคเอดส์นั้นสามารถที่จะติดต่อได้ทางไหนบ้าง   

โรคเอดส์หรือว่าเอชไอวีนั้นที่เรากลัวเราจะสามารถที่จะติดโรคนั้นได้ด้วยการที่เรามีเพศสัมธ์หรือว่า  เลือด   ทางอสุจิ  หรือว่าน้ำหล่อลื่น  ที่อยู่ในช่องคลอด  หรือว่าทางทวารหนัก  และก็รวมไปถึงการที่เราให้นมลูกเราด้วย     เพราะว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนั้นจะมาจากทางการที่มีเพศสัมพันธ์  หรือว่าเรามีบาดแผลและได้แผลของเรานั้นได้ไปติดเลือดของคนที่ติดเชื้อเอดส์มา  หรือว่าเป็นการติดเชื้อทางอวัยวะทางเพศชาย  ทางทวารหนักแบบนี้เป็นต้น  

การที่เราติดเชื้อเอดส์มาจากทางช่องทางไหน 

  • การที่เรามีเพศสัมพันธ์โดยที่เราไม่รู้ป้องกัน    การที่เรามีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดจะมีโอกาสที่ติดเชื้อได้ง่าย  ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายรุกหรือว่าฝ่ายรับนั่นเอง  
  • การที่เราใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนที่เชื้อ  การทเราจะใช้เข็มฉีดยาร่วมกันนั้นส่วนมากจะเป็นจำพวกที่ใช้สารเสพติดเพราะว่าจะใช้เข็มอันเดียวในในทิ่งลงไปที่เส้นเลือด  จากนั้นก็ได้มีการใช้ต่อ  การที่เราใช้ต่อกันและใช้ซ้ำๆนั้นก็เลยทำให้เราติดเชื้อนั่นเอง   
  • การแพร่จากแม่ลูกลูกน้อย  ไม่ว่าจะเป็นการตั้งท้อง  หรือว่าระหว่างที่เราจะคลอด  หรือว่าการที่เราให้นมลูกนั้นก็ล้วนเป็นความเสี่ยงทั้งนั้นถ้าแม่ได้รับเชื้อเอชไอวี   
  • การที่เรามีเพศสัมพันธ์ทางปาก   อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงแต่ว่าก็น้อยมาก   แต่ก็สามารถที่จะเกิดขึ้รนได้  ถ้าฝ่ายชายนั้นได้มีหลั่งน้ำอสุจิที่มีเชื้อนั้นออกมา  แล้วก็เข้าปากสำหรับคู่นอน  ในขณะที่เราให้ปากในการมีเพศสัมพันธ์กัน   
  • การจูบแบบว่าเปิดปาก  เมื่อทั้งสองนั้นมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นแผลในช่องปาก  หรือว่ามีเลือดออกตามรายฟันนั้นก็สามารถที่จะติดเชื้อได้  โดยทางน้ำลายนั่นเอง   
  • การที่เป็นแผลแล้วเข้าไปจับคนที่ติดเชื้อและเมื่อเลือดนั้นได้สัมพัสกันก็สามารถที่จะเป็นได้เหมือนกัน  
  • การที่เราสักตามร่างกายหรือว่าเจาะ   ถ้าเราใช้เข็มร่วมกับคนที่เป็นโรคนั้นเราก็สามารถที่จะติดเชื้อได้เหมือนกัน  ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหูนั่นก็ด้วย  

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องไปตรวจภายใน

การตรวจภายในเป็นเรื่องปกติทั่วๆไปที่ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป ควรจะต้องหาเวลาไปตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจจะทำให้รู้ว่าภายในมดลูกของเราเกิดสิ่งผิดปกติใดขึ้น โดยเฉพาะโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปากมดลูกหรือการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ไวรัสตัวร้ายที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ใครที่ไม่เคยไปตรวจอาจจะรู้สึกกังวลใจ ดังนั้นเพื่อความสบายใจของสาวๆ เราเลยมีวิธีเตรียมตัวที่ถูกต้องก่อนจะไปตรวจภายในมาฝากกันคะ

1.การทำสะอาดความช่องคลอด ก่อนจะไปตรวจภายในเราควรล้างทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่เด็กที่อ่อนโยนต่อผิวหนัง ล้างแต่ภายนอกและเช็คให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู ห้ามทาแป้งหรือฉีดน้ำหอมใดๆ ที่สำคัญไม่ควรสวนล้างเข้าไปข้างในช่องคลอด เพราะการสวนล้างจะไปทำให้แบคทีเรียตัวดีตายและเชื้อโรคต่างๆหลุดลอกออกไปได้ ซึ่งจะทำให้ผลตรวจเกิดความคลาดเคลื่อน

2.สวมกระโปรงหรือกางเกงที่ถอดง่าย เพราะเวลาตรวจเราต้องถอดกางเกงตัวนอกรวมทั้งกางเกงในออก ดังนั้นเพื่อความสะดวก และรวดเร็วในกระบวนการตรวจ ควรใส่กระโปรงบานหรือกางเกงหลวมๆที่ถอดได้ง่ายไป แนะนำว่าอย่าใส่กางเกงยีนต์ไปเด็ดขาด

3.งดการร่วมเพศ  ก่อนที่จะไปตรวจควรงดการมีเพศสัมพันธ์กับสามี เป็นเวลา 2-3 วัน หรือไม่ก็อย่างน้อย 48 ชั่วโมง  เพื่อคุณหมอจะได้ดูลักษณะการผิดปกติที่ช่อคลอดได้ง่ายขึ้น

4.หลีกเลี่ยงช่วงเป็นประจำเดือน  ช่วงที่เป็นประจำเดือนมดลูกของผู้หญิงเราจะอ่อนแอมากที่สุดทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย ดังนั้นต้องรอให้ประจำเดือนหายสนิทดีก่อน ถึงจะเข้ามารับการตรวจภายใน

5.ห้ามโกนขน  การโกนขนออกทำให้ผลที่ได้จากการตรวจภายในมีประสิทธิภาพลดลง เพราะการตรวจหาโรคบางชนิดคุณหมอจะต้องวินิจฉัยจากลักษณะของขนที่ขึ้นตรงบริเวณอวัยะเพศ ด้วย  ในความเป็นจริงเราไม่ควรโกนขนบริเวณอวัยวะเพศออก เพราะนอกจากขนจะช่วยลดการกระแทกและเสียดสีระหว่างอวัยวะเพศเรากับกางเกงแล้ว ขนยังช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆด้วย ซึ่งบริเวณอวัยวะเพศเป็นบริเวณที่บอบบางมาก ถ้าโกนพลาดเกิดมีบาดแผลจะทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย

6.ไม่วิตกกังวล  ในขณะตรวจควรปล่อยตัวปล่อยใจตามสบาย ไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ เพราะถ้าเรามีอาการเกร็งแล้ว สำหรับท่าบางท่าอาจทำให้คุณหมอสอดใส่เครื่องมือได้ยาก ทางทีดีควรให้ความร่วมมือกับคุณหมอ เพื่อให้การตรวจผ่านไปด้วยดี

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับข้อมูลเมื่อทราบขนาดนี้แล้ว คุณผู้หญิงท่านใดยังไม่เคยเข้ารับการตรวจภายในก็หาวันว่างไปตรวจกันได้แล้วนะคะ 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย   

สาเหตุของโรคหูชั้นในผิดปกติ

อาการหลักของหูชั้นในผิดปกติ  ได้แก่ อาการเวียนศีรษะ ซึ่งมักจะทำให้อาการเวียนศีรษะรุนแรงและมักจะมีความรู้สึกโลกหมุนร่วมด้วย ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนร่วมกับการสูญเสียสมดุลของร่างกายด้วยซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากโรคหูชั้นในผิดปกติทั้งนั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการทรงตัวที่ไม่สมบูรณ์จะเกิดอาการเดินเซหรือล้มได้ง่าย ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเวียนศีรษะเป็นเวลานานเป็นนาทีๆจนถึงหลายชั่วโมงเลยก็ได้

ซึ่งในระหว่างที่เกิดอาการนั้น ผู้ป่วยจึงควรจะอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับศีรษะ เพราะอาจทำให้มีอาการเวียนศีรษะเพิ่มขึ้นได้ คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับหู หรือเป็นโรคหูชั้นในผิดปกตินั้นควรดูแลตัวเองเป็นอย่างมาก เพราะอาจเกิดอันตรายต่อตัวเองได้ ซึ่งๆหลักในการดูแลตัวเองในเบื้องต้นนั้นคือ ระวังไม่ให้หูของเราไม่ให้น้ำขังในหูเป็นเวลานาน  หลีกเลี่ยงการเอาหูของเราไปอยู่ในที่ ที่เสียงดังๆเป็นเวลานาน หรือถ้าหากเกิดอาการเจ็บหู ก็ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู

เพื่อหาวิธีรักษาที่ถูกต้อง เพราะถ้าหากปล่อยให้หูของเราเป็นโรคหูชั้นในอักเสบไปนานๆอาจจะทำให้เกิดเป็นโรคแทรกซ้อนได้ ได้แก่ โรคหูหนวก โรคหูน้ำหนวก โรคน้ำหนองในหู ซึ่งจะทำให้เราลำบากในการรักษายิ่งมากขึ้นและเสียเงินในการรักษาเป็นจำนวนมาก และสร้างความลำบากในการใช้ชีวิตของเราให้ใช้ชีวิตลำบากมากขึ้น

เพราะการได้ยินก็ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะฉะนั้นการดูแลหูของเราให้ไม่เกิดโรคนั้นจึงสำคัญมาก อย่างที่บอกข้างต้นว่าหูเป็นอวัยวะที่สำคัญมากต่อมนุษย์ฉะนั้นเราก็ควนจะรักษาหูของเราไม่ให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับหูเช่นโรคนี้ โรคหูชั้นในผิดปกติ เพราะอาการของโรคนี้มักจะทำให้การดำรงชีวิตของเราลำบาก แต่โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ โดยการไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหู เพื่อรักษาการรักษาก็จะมีหลายวิธีเช่นการผ่าตัด การกินยาขึ้นอยู่ที่ว่าจะเป็นรุ่นแรงขนาดไหน ถ้าหากมีอาการที่รุ่นแรงหมออาจะทำการผ่าตัดหูเพื่อทำการรักษาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

สูบบุหรี่ ช่วยคลายเครียดได้จริงหรือไม่?

ถ้าหากถามคนสูบบุหรี่ว่า “ทำไมจะต้องสูบบุหรี่” คำตอบที่ได้รับจากบุคคลเหล่านี้เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ คือ “สูบเพื่อคลายเครียด” และก็เป็นเหตุผลหลักที่คนสูบบุหรี่ใช้เป็นข้ออ้างที่จะสูบต่อไป แม้ว่าจะทราบว่าบุหรี่นั้นมีโทษต่อสุขภาพของตนแล้วก็คนที่อยู่รอบข้างจำนวนมากเพียงใดก็ตาม พวกเรามาดูกันว่าความเชื่อที่ว่าการสูบบุหรี่ช่วยคลายเครียดได้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่

กลไกการเสพติดนิโคตินจากบุหรี่

นิโคติน คือสารเคมีที่มีอยู่ตามธรรมชาติในใบยาสูบ เมื่อสูบหรือบด สารนิโคตินจะซึมผ่านถุงลมในปอดหรือเยื่อบุช่องปากไปสู่กระแสเลือด ทำให้เลือดจะถูกสูบฉีดไปยังสมองภายในระยะเวลาเพียงแค่ 7 วินาทีและไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้เกิดความสุขและความรู้สึกพอใจ ที่มีชื่อว่าสารโดปามีน รวมทั้งสารนอร์อิพิเนฟรินที่ทำให้รู้สึกตื่นตัว สดชื่น กระปรี้กระเปร่า อารมณ์ดีขึ้น และผ่อนคลายจากความเครียด

ภายหลังจากการสูบบุหรี่ในแต่ละครั้ง นิโคตินที่ได้รับจะถูกทยอยขับออกมา คนติดบุหรี่ก็เลยรู้สึกอยากสูบมวนต่อไปเรื่อยๆเพื่อรักษาระดับนิโคตินให้คงไว้แล้วก็ช่วยทำให้รู้สึกบรรเทาเหมือนในระหว่างที่สูบบุหรี่ เมื่อระดับนิโคตินภายในร่างกายลดต่ำลงก็จะเกิดความรู้สึกอารมณ์เสีย กระวนกระวาย และก็ต้องการดูดบุหรี่ขึ้นมาอย่างมาก

เพราะฉะนั้น การสูบบุหรี่เพื่อคลายเครียดก็เลยเป็นเสมือนข้ออ้างที่ผู้สูบบุหรี่ใช้บอกกับตนเองเมื่ออยากรู้สึกพอใจจากสารนิโคตินในบุหรี่แค่นั้น เนื่องจากว่าจริงๆแล้วในบุหรี่ไม่มีสารอะไรก็ตามที่ช่วยขจัดความเคร่งเครียดได้ ความบรรเทาที่เกิดจากการสูบบุหรี่จะคงอยู่เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะตามมาด้วยอาการถอนนิโคตินดังที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้คนที่สูบบุหรี่เสพติดรวมทั้งต้องการที่จะสูบต่อไป

สารพิษในบุหรี่

ในบุหรี่ 1 มวนประกอบด้วยใบยาสูบกระดาษที่ใช้มวน และสารเคมีหลายร้อยชนิดที่ใช้ในการปรุงแต่งกลิ่นและรส ซึ่งเมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เกิดการเผาไหม้จะก่อให้เกิดสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด และมีถึงประมาณ 250 ชนิดในนี้ที่เป็นอันตรายต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และมากกว่า 60 ชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง

เทคนิคง่ายๆ ในการอดบุหรี่ด้วยตัวเอง

-สำรวจความพร้อมของตนเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน

-หาเป้าหมายและแรงจูงใจในการเลิกบุหรี่

-สร้างกำลังใจให้ตนเอง มีความตั้งใจ มุ่งมั่นจริงจังที่จะเลิกบุหรี่ให้สำเร็จ

-หากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเมื่อรู้สึกอยากบุหรี่ เช่น ออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ เป็นต้น

-หากมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย และอยากอยากสูบบุหรี่มากในระหว่าง 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือนหลังจากเริ่มเลิกบุหรี่

-ป้องกันการกลับไปสูบซ้ำโดยให้ระลึกเสมอว่าหากมีมวนที่หนึ่งย่อมต้องมีมวนต่อไปตามมาอย่างแน่นอน รวมทั้งรู้จักหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความอยาก ทั้งจากภายนอกและภายใน

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick

หูฟังแปลภาษา ( Google Pixel Buds )

หูฟังแปลภาษา ( Google Pixel Buds )มีดังนี้

หูฟังอัจฉริยะก้าวล้ำนำหูฟังต่างๆ ในทุกๆรุ่น หูฟังแปลภาษาตัวนี้เป็นการคิดค้นของบริษัท Google เพื่อนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาสู่มวลมนุษย์ ต้องบอกเลยว่า Google เขาพยายามสร้างจุดขายสร้างสิ่งที่แปลกใหม่ขึ้นมาให้พวกเราได้ใช้กันในราคาที่จับต้องได้สำหรับทุกคน ราคาเปิดตัวมาที้ 179 เหรียญ หรือตีเป็นเงินไทย ราคา ราว 5500 บาท แถมเจ้าหูฟังประเภทนี้เป็นระบบแบบไร้สายทำให้เราไม่ต้องมาผวงเกี่ยวกับเรื่องความยาวหรือแจ๊กเสียบ

เนื่องจากภาษาเป็นปัญหาสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้

เนื่องจากทุกวันนี้การที่มนุษย์จะสื่อสารกันได้นั้น ต่างใช้ภาษาของตัวเองเป็นหลักเป็นส่วนใหญ่ มันทำให้คนที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องภาษามีโอกาสในหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง เพราะภาษานั้นเป็นสิ่งสำคัญ คุณอาจะพลาดบางสิ่งบางอย่างหรือโอกาสไปในชีวิตคุณเลยก็ว่าได้ เจ้าหูฟังแปลภาษา ( Google Pixel Buds) นี้สามารถช่วยเหลือคุยได้อย่างมากเนื่องจากมีการรองรับภาษา 40 ภาษา อาทิเช่น ภาษา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน โปรตุเกตุ สเปน  สวีดีซ เป็นต้น และยังมีภาษาของชาติที่แปลกเข้ามาอีก เช่น ภาษา ไทย เวียดนาม เซอร์เบีย ฮังกาเลี่ยน กรีซ ญี่ปุ่น อาเมเนีย เป็นต้น

การใช้งานของหูฟังอัจฉริยะตัวนี้ยังสั่งงานได้ด้วย คือการแตะที่หูฟังทางด้านขวา (ด้านขวาเท่านั้น) แตะค้างเป็นการเลือกฟังก์ชั่นการช่วยเหลือขึ้นมาเพื่อการพูดสื่อสารออกไปว่าเราต้องการอะไรบ้างเป็นระบบการสั่งงานด้วยเสียงของเจ้าหูฟังอัจฉริยะตัวนี้ และระบบจะทำการแปลภาษาผ่านสิ่งที่เราพูดหรือรับฟังออกผ่านอุปกรณ์เสริมที่มาควบคู่กับเข้าหูฟังตัวนี้ เป็นระบบ Ai แปลภาษามาให้เราเพื่อการสื่อสารที่ดียิ่งขึ้น

แต่ก็ควรระวังคำแปลที่แปลออกมาอาจจะไม่ค่อย 100 เปอร์เซ็นนัก ในอานาตอาจมีการอัพเดทซอฟต์แวร์เลื่อยๆจากอุปกรณ์ของเจ้าหูฟังตัวนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มันมีความสเถียรให้มากยิ่งขึ้น

 

ขอบคุณเรื่องที่ให้นำมาเสนอโดย  เครื่องช่วยฟัง

แนวทางลดการเสี่ยงต่อการหกล้มของคนสูงอายุ

นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อคนสูงอายุ กล่าวว่า แนวทางลดการเสี่ยงของการหกล้มที่เห็นผลเยอะที่สุดเป็น การบริหารร่างกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกรวมทั้งข้อต่อ ช่วยหัวข้อการทรงตัว การเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกายได้ว่องไวเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการหกล้มน้อยลง แม้กระนั้นจำต้องเลือกอิริยาบถให้เหมาะสมกับบุคคลด้วย

หนทางคุ้มครองป้องกันการเสี่ยงต่อการหกล้ม

1. เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า พื้นรองเท้ามีดอกยางกันลื่น อุปกรณ์มีความยืดหยุ่น ระบายอากาศดี

2. ใช้ไม้เท้าช่วยสำหรับในการเดิน

3. บริหารร่างกายที่เหมาะสมกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

4. ปรับแต่งสภาพแวดล้อมด้านในและรอบๆ บ้าน ให้โปร่งโล่งเตียน เดินสบาย รวมทั้งแลเห็นทุกพื้นที่ได้อย่างแจ่มแจ้ง

5. รับประทานยาให้ถูก แม้ยามีผลกระทบให้ง่วงซึม ควรจะกินแล้วไม่ลุกเดินไปไหน นั่งหรือนอนอยู่นิ่งๆแค่นั้น

6. ทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย

7. พินิจอาการใกล้กันอื่นๆ ถ้าเจอความผิดแปลกควรจะขอความเห็นหมอเพื่อหาปัจจัยรวมทั้งรับการดูแลและรักษาที่ถูก

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงวัย

1. ความเคลื่อนไหวของสายตา สายตาสั้น-ยาว หรือบางทีอาจสายตาเลือนลางโรคตาต่างๆ ที่อาจก่อให้กะประมาณการถือจับ หรือเดินได้ไม่สบายนัก

2. ภาวะกระดูกข้อต่อ กับเอ็น ที่ย่อยสลายลง

3. ระบบทางเดินปัสสาวะ อาจจะก่อให้เข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น เสี่ยงลื่นล้มในห้องน้ำได้มากกว่าเดิม

4. โรคประจำตัวต่างๆ

5. การใช้ยาบางประเภท ที่อาจมีการเสี่ยงทำให้ง่วงหงาวหาวนอน อย่างเช่น ยานอนหลับ ยาลดระดับความดันเลือด อื่นๆ อีกมากมาย

6. พื้นทางเดิน ที่อาจมีเครื่องกีดขวาง ที่อาจก่อให้สะดุดหกล้มได้ง่าย

7. ภาวะแสงสว่างข้างในบ้านที่บางทีก็อาจจะมืดมัวไปกระทั่งยากต่อการมองเห็น

8. ขั้นบันได ที่สูงหรือแคบเกินความจำเป็น ทำให้เดินไม่สบาย

9. ห้องสุขา ที่พื้นของห้ามแฉะ หรือลื่นเกินความจำเป็น

10. ครัว ที่บางทีอาจแออัดคับแคบ แล้วก็มีข้าวของเครื่องใช้ในครัวที่จัดเอาไว้แบบไม่มีระเบียบ

11. รองเท้าของผู้สูงอายุ ที่บางทีอาจไม่เหมาะสม ไม่อาจจะยึดเกาะพื้นทางเดิน หรือไม่สบายเท้า ทำให้สะดุดหกล้มได้ง่าย

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน

ทั้งนี้ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดโรคประดูกพรุน ส่วนใหญ่จะชี้ไปว่า เนื้อกระดูกบาง การที่มีการสะสมมวลกระดูกน้อย อายุ และอื่นๆ ดังนั้นการที่จะห่างไกลจากโรคนี้ เบื้องต้นให้ลงทุนด้วยการสะสมแคลเซียมในกระดูกให้มากที่สุดในช่วงอายุก่อน 30 ปี และยังต้องรับประทานแคลเซียมและวิตามิน ดี ไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต เพื่อให้กระดูกคงสภาพที่ดีและลดความเสี่ยงต่อกระดูกหัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงของอายุ

• แคลเซียม
อายุไม่ใช่เพียงตัวเลข เพราะอายุที่แตกต่างกันก็มีความต้องการปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการอาจแตกต่างในแต่ละวัย และสภาวะร่างกาย ดังนี้

– ผู้ที่มีอายุ 9-18 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน

– ผู้ที่มีอายุ 19-50 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน

– ผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,200 มิลลิกรัม ต่อวัน

นอกจากอายุที่แตกต่างกันจะต้องได้รับแคลเซียมที่ต่างกันแล้ว ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และคุณแม่มือใหม่ก็มีความต้องการแคลเซียมที่ต่างกัน

– สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร เท่ากับ 1,000-1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน
ทั้งนี้เราจะแนะนำอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมมากได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ นมและผลิตภัณฑ์ของนม ปลาซาร์ดีนพร้อมกระดูก ปลาตัวเล็กๆ พร้อมกระดูก กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง งาดำ กะปิ เป็นต้น

• วิตามินดี
วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม โดย ร่างกายต้องการ วิตามิน ดี วันละ 200-600 หน่วย ซึ่งในนม 1 แก้ว จะมีวิตามิน ดี 100 หน่วยและมีแคลเซียม 300 มิลลิกรัม
ทั้งนี้ผู้ที่คิดว่าร่างกายได้แคลเซียมและวิตามิน ดี จากอาหารไม่เพียงพอก็ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรรมเรื่องอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามินรวมเป็นต้น

• การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายเหมือนจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งจริงๆ ร่างกายไม่แข็งแรงก็ต้องออกกำลังกายสิ ดังนั้นการออกกำลังกายก็จะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และยังช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงได้ โดย ให้ออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก เช่น การเต้นรำ การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะๆ ทั้งบนถนนหรือบนลู่วิ่งก็ได้ ทั้งนี้การฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการหกล้มเป็นวิธีการที่ดี ที่จะลดอุบัติการของกระดูกหักได้ เช่น การรำมวยจีนบางประเภท แต่ถ้าไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ก่อน