โรคเอดส์นั้นติดได้ทางใดบ้าง  

     โรคเอดส์ที่หลายคนนั้นคิดว่าเป็นโรคที่ติดต่อได้เพียงแค่เรานั้นนั่งข้างๆหรือว่าอยู่ใกล้กันแต่ว่าจริงๆแล้วนั้นไม่ใช่  วันนี้เราจะมาแนะนำและทำความเข้าใจกันใหม่ว่า   ที่แท้นั้นการที่เราจะติดต่อกับโรคนี้เราต้องติดต่อทางไหน  และเรานั้นสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่  เพื่อที่จะได้อยู่รวมกันอย่างถูกต้อง   

โรคเอดส์นั้นสามารถที่จะติดต่อได้ทางไหนบ้าง   

โรคเอดส์หรือว่าเอชไอวีนั้นที่เรากลัวเราจะสามารถที่จะติดโรคนั้นได้ด้วยการที่เรามีเพศสัมธ์หรือว่า  เลือด   ทางอสุจิ  หรือว่าน้ำหล่อลื่น  ที่อยู่ในช่องคลอด  หรือว่าทางทวารหนัก  และก็รวมไปถึงการที่เราให้นมลูกเราด้วย     เพราะว่าคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนั้นจะมาจากทางการที่มีเพศสัมพันธ์  หรือว่าเรามีบาดแผลและได้แผลของเรานั้นได้ไปติดเลือดของคนที่ติดเชื้อเอดส์มา  หรือว่าเป็นการติดเชื้อทางอวัยวะทางเพศชาย  ทางทวารหนักแบบนี้เป็นต้น  

การที่เราติดเชื้อเอดส์มาจากทางช่องทางไหน 

  • การที่เรามีเพศสัมพันธ์โดยที่เราไม่รู้ป้องกัน    การที่เรามีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดจะมีโอกาสที่ติดเชื้อได้ง่าย  ไม่ว่าจะเป็นทั้งฝ่ายรุกหรือว่าฝ่ายรับนั่นเอง  
  • การที่เราใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนที่เชื้อ  การทเราจะใช้เข็มฉีดยาร่วมกันนั้นส่วนมากจะเป็นจำพวกที่ใช้สารเสพติดเพราะว่าจะใช้เข็มอันเดียวในในทิ่งลงไปที่เส้นเลือด  จากนั้นก็ได้มีการใช้ต่อ  การที่เราใช้ต่อกันและใช้ซ้ำๆนั้นก็เลยทำให้เราติดเชื้อนั่นเอง   
  • การแพร่จากแม่ลูกลูกน้อย  ไม่ว่าจะเป็นการตั้งท้อง  หรือว่าระหว่างที่เราจะคลอด  หรือว่าการที่เราให้นมลูกนั้นก็ล้วนเป็นความเสี่ยงทั้งนั้นถ้าแม่ได้รับเชื้อเอชไอวี   
  • การที่เรามีเพศสัมพันธ์ทางปาก   อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงแต่ว่าก็น้อยมาก   แต่ก็สามารถที่จะเกิดขึ้รนได้  ถ้าฝ่ายชายนั้นได้มีหลั่งน้ำอสุจิที่มีเชื้อนั้นออกมา  แล้วก็เข้าปากสำหรับคู่นอน  ในขณะที่เราให้ปากในการมีเพศสัมพันธ์กัน   
  • การจูบแบบว่าเปิดปาก  เมื่อทั้งสองนั้นมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เป็นแผลในช่องปาก  หรือว่ามีเลือดออกตามรายฟันนั้นก็สามารถที่จะติดเชื้อได้  โดยทางน้ำลายนั่นเอง   
  • การที่เป็นแผลแล้วเข้าไปจับคนที่ติดเชื้อและเมื่อเลือดนั้นได้สัมพัสกันก็สามารถที่จะเป็นได้เหมือนกัน  
  • การที่เราสักตามร่างกายหรือว่าเจาะ   ถ้าเราใช้เข็มร่วมกับคนที่เป็นโรคนั้นเราก็สามารถที่จะติดเชื้อได้เหมือนกัน  ไม่ว่าจะเป็นการเจาะหูนั่นก็ด้วย  

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อต้องไปตรวจภายใน

การตรวจภายในเป็นเรื่องปกติทั่วๆไปที่ผู้หญิงทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป ควรจะต้องหาเวลาไปตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพราะการตรวจจะทำให้รู้ว่าภายในมดลูกของเราเกิดสิ่งผิดปกติใดขึ้น โดยเฉพาะโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปากมดลูกหรือการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ไวรัสตัวร้ายที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ใครที่ไม่เคยไปตรวจอาจจะรู้สึกกังวลใจ ดังนั้นเพื่อความสบายใจของสาวๆ เราเลยมีวิธีเตรียมตัวที่ถูกต้องก่อนจะไปตรวจภายในมาฝากกันคะ

1.การทำสะอาดความช่องคลอด ก่อนจะไปตรวจภายในเราควรล้างทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่เด็กที่อ่อนโยนต่อผิวหนัง ล้างแต่ภายนอกและเช็คให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู ห้ามทาแป้งหรือฉีดน้ำหอมใดๆ ที่สำคัญไม่ควรสวนล้างเข้าไปข้างในช่องคลอด เพราะการสวนล้างจะไปทำให้แบคทีเรียตัวดีตายและเชื้อโรคต่างๆหลุดลอกออกไปได้ ซึ่งจะทำให้ผลตรวจเกิดความคลาดเคลื่อน

2.สวมกระโปรงหรือกางเกงที่ถอดง่าย เพราะเวลาตรวจเราต้องถอดกางเกงตัวนอกรวมทั้งกางเกงในออก ดังนั้นเพื่อความสะดวก และรวดเร็วในกระบวนการตรวจ ควรใส่กระโปรงบานหรือกางเกงหลวมๆที่ถอดได้ง่ายไป แนะนำว่าอย่าใส่กางเกงยีนต์ไปเด็ดขาด

3.งดการร่วมเพศ  ก่อนที่จะไปตรวจควรงดการมีเพศสัมพันธ์กับสามี เป็นเวลา 2-3 วัน หรือไม่ก็อย่างน้อย 48 ชั่วโมง  เพื่อคุณหมอจะได้ดูลักษณะการผิดปกติที่ช่อคลอดได้ง่ายขึ้น

4.หลีกเลี่ยงช่วงเป็นประจำเดือน  ช่วงที่เป็นประจำเดือนมดลูกของผู้หญิงเราจะอ่อนแอมากที่สุดทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย ดังนั้นต้องรอให้ประจำเดือนหายสนิทดีก่อน ถึงจะเข้ามารับการตรวจภายใน

5.ห้ามโกนขน  การโกนขนออกทำให้ผลที่ได้จากการตรวจภายในมีประสิทธิภาพลดลง เพราะการตรวจหาโรคบางชนิดคุณหมอจะต้องวินิจฉัยจากลักษณะของขนที่ขึ้นตรงบริเวณอวัยะเพศ ด้วย  ในความเป็นจริงเราไม่ควรโกนขนบริเวณอวัยวะเพศออก เพราะนอกจากขนจะช่วยลดการกระแทกและเสียดสีระหว่างอวัยวะเพศเรากับกางเกงแล้ว ขนยังช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆด้วย ซึ่งบริเวณอวัยวะเพศเป็นบริเวณที่บอบบางมาก ถ้าโกนพลาดเกิดมีบาดแผลจะทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย

6.ไม่วิตกกังวล  ในขณะตรวจควรปล่อยตัวปล่อยใจตามสบาย ไม่ต้องวิตกกังวลใดๆ เพราะถ้าเรามีอาการเกร็งแล้ว สำหรับท่าบางท่าอาจทำให้คุณหมอสอดใส่เครื่องมือได้ยาก ทางทีดีควรให้ความร่วมมือกับคุณหมอ เพื่อให้การตรวจผ่านไปด้วยดี

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับข้อมูลเมื่อทราบขนาดนี้แล้ว คุณผู้หญิงท่านใดยังไม่เคยเข้ารับการตรวจภายในก็หาวันว่างไปตรวจกันได้แล้วนะคะ 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย   

สาเหตุของโรคหูชั้นในผิดปกติ

อาการหลักของหูชั้นในผิดปกติ  ได้แก่ อาการเวียนศีรษะ ซึ่งมักจะทำให้อาการเวียนศีรษะรุนแรงและมักจะมีความรู้สึกโลกหมุนร่วมด้วย ซึ่งบางครั้งผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนร่วมกับการสูญเสียสมดุลของร่างกายด้วยซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากโรคหูชั้นในผิดปกติทั้งนั้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการทรงตัวที่ไม่สมบูรณ์จะเกิดอาการเดินเซหรือล้มได้ง่าย ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเวียนศีรษะเป็นเวลานานเป็นนาทีๆจนถึงหลายชั่วโมงเลยก็ได้

ซึ่งในระหว่างที่เกิดอาการนั้น ผู้ป่วยจึงควรจะอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับศีรษะ เพราะอาจทำให้มีอาการเวียนศีรษะเพิ่มขึ้นได้ คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับหู หรือเป็นโรคหูชั้นในผิดปกตินั้นควรดูแลตัวเองเป็นอย่างมาก เพราะอาจเกิดอันตรายต่อตัวเองได้ ซึ่งๆหลักในการดูแลตัวเองในเบื้องต้นนั้นคือ ระวังไม่ให้หูของเราไม่ให้น้ำขังในหูเป็นเวลานาน  หลีกเลี่ยงการเอาหูของเราไปอยู่ในที่ ที่เสียงดังๆเป็นเวลานาน หรือถ้าหากเกิดอาการเจ็บหู ก็ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู

เพื่อหาวิธีรักษาที่ถูกต้อง เพราะถ้าหากปล่อยให้หูของเราเป็นโรคหูชั้นในอักเสบไปนานๆอาจจะทำให้เกิดเป็นโรคแทรกซ้อนได้ ได้แก่ โรคหูหนวก โรคหูน้ำหนวก โรคน้ำหนองในหู ซึ่งจะทำให้เราลำบากในการรักษายิ่งมากขึ้นและเสียเงินในการรักษาเป็นจำนวนมาก และสร้างความลำบากในการใช้ชีวิตของเราให้ใช้ชีวิตลำบากมากขึ้น

เพราะการได้ยินก็ถือเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะฉะนั้นการดูแลหูของเราให้ไม่เกิดโรคนั้นจึงสำคัญมาก อย่างที่บอกข้างต้นว่าหูเป็นอวัยวะที่สำคัญมากต่อมนุษย์ฉะนั้นเราก็ควนจะรักษาหูของเราไม่ให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับหูเช่นโรคนี้ โรคหูชั้นในผิดปกติ เพราะอาการของโรคนี้มักจะทำให้การดำรงชีวิตของเราลำบาก แต่โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ โดยการไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหู เพื่อรักษาการรักษาก็จะมีหลายวิธีเช่นการผ่าตัด การกินยาขึ้นอยู่ที่ว่าจะเป็นรุ่นแรงขนาดไหน ถ้าหากมีอาการที่รุ่นแรงหมออาจะทำการผ่าตัดหูเพื่อทำการรักษาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

สูบบุหรี่ ช่วยคลายเครียดได้จริงหรือไม่?

ถ้าหากถามคนสูบบุหรี่ว่า “ทำไมจะต้องสูบบุหรี่” คำตอบที่ได้รับจากบุคคลเหล่านี้เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ คือ “สูบเพื่อคลายเครียด” และก็เป็นเหตุผลหลักที่คนสูบบุหรี่ใช้เป็นข้ออ้างที่จะสูบต่อไป แม้ว่าจะทราบว่าบุหรี่นั้นมีโทษต่อสุขภาพของตนแล้วก็คนที่อยู่รอบข้างจำนวนมากเพียงใดก็ตาม พวกเรามาดูกันว่าความเชื่อที่ว่าการสูบบุหรี่ช่วยคลายเครียดได้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่

กลไกการเสพติดนิโคตินจากบุหรี่

นิโคติน คือสารเคมีที่มีอยู่ตามธรรมชาติในใบยาสูบ เมื่อสูบหรือบด สารนิโคตินจะซึมผ่านถุงลมในปอดหรือเยื่อบุช่องปากไปสู่กระแสเลือด ทำให้เลือดจะถูกสูบฉีดไปยังสมองภายในระยะเวลาเพียงแค่ 7 วินาทีและไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารที่ทำให้เกิดความสุขและความรู้สึกพอใจ ที่มีชื่อว่าสารโดปามีน รวมทั้งสารนอร์อิพิเนฟรินที่ทำให้รู้สึกตื่นตัว สดชื่น กระปรี้กระเปร่า อารมณ์ดีขึ้น และผ่อนคลายจากความเครียด

ภายหลังจากการสูบบุหรี่ในแต่ละครั้ง นิโคตินที่ได้รับจะถูกทยอยขับออกมา คนติดบุหรี่ก็เลยรู้สึกอยากสูบมวนต่อไปเรื่อยๆเพื่อรักษาระดับนิโคตินให้คงไว้แล้วก็ช่วยทำให้รู้สึกบรรเทาเหมือนในระหว่างที่สูบบุหรี่ เมื่อระดับนิโคตินภายในร่างกายลดต่ำลงก็จะเกิดความรู้สึกอารมณ์เสีย กระวนกระวาย และก็ต้องการดูดบุหรี่ขึ้นมาอย่างมาก

เพราะฉะนั้น การสูบบุหรี่เพื่อคลายเครียดก็เลยเป็นเสมือนข้ออ้างที่ผู้สูบบุหรี่ใช้บอกกับตนเองเมื่ออยากรู้สึกพอใจจากสารนิโคตินในบุหรี่แค่นั้น เนื่องจากว่าจริงๆแล้วในบุหรี่ไม่มีสารอะไรก็ตามที่ช่วยขจัดความเคร่งเครียดได้ ความบรรเทาที่เกิดจากการสูบบุหรี่จะคงอยู่เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะตามมาด้วยอาการถอนนิโคตินดังที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้คนที่สูบบุหรี่เสพติดรวมทั้งต้องการที่จะสูบต่อไป

สารพิษในบุหรี่

ในบุหรี่ 1 มวนประกอบด้วยใบยาสูบกระดาษที่ใช้มวน และสารเคมีหลายร้อยชนิดที่ใช้ในการปรุงแต่งกลิ่นและรส ซึ่งเมื่อองค์ประกอบเหล่านี้เกิดการเผาไหม้จะก่อให้เกิดสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด และมีถึงประมาณ 250 ชนิดในนี้ที่เป็นอันตรายต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และมากกว่า 60 ชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง

เทคนิคง่ายๆ ในการอดบุหรี่ด้วยตัวเอง

-สำรวจความพร้อมของตนเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ว่ามีมากน้อยแค่ไหน

-หาเป้าหมายและแรงจูงใจในการเลิกบุหรี่

-สร้างกำลังใจให้ตนเอง มีความตั้งใจ มุ่งมั่นจริงจังที่จะเลิกบุหรี่ให้สำเร็จ

-หากิจกรรมอื่นๆ ทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเมื่อรู้สึกอยากบุหรี่ เช่น ออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ เป็นต้น

-หากมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย และอยากอยากสูบบุหรี่มากในระหว่าง 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือนหลังจากเริ่มเลิกบุหรี่

-ป้องกันการกลับไปสูบซ้ำโดยให้ระลึกเสมอว่าหากมีมวนที่หนึ่งย่อมต้องมีมวนต่อไปตามมาอย่างแน่นอน รวมทั้งรู้จักหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความอยาก ทั้งจากภายนอกและภายใน

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick

หูฟังแปลภาษา ( Google Pixel Buds )

หูฟังแปลภาษา ( Google Pixel Buds )มีดังนี้

หูฟังอัจฉริยะก้าวล้ำนำหูฟังต่างๆ ในทุกๆรุ่น หูฟังแปลภาษาตัวนี้เป็นการคิดค้นของบริษัท Google เพื่อนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาสู่มวลมนุษย์ ต้องบอกเลยว่า Google เขาพยายามสร้างจุดขายสร้างสิ่งที่แปลกใหม่ขึ้นมาให้พวกเราได้ใช้กันในราคาที่จับต้องได้สำหรับทุกคน ราคาเปิดตัวมาที้ 179 เหรียญ หรือตีเป็นเงินไทย ราคา ราว 5500 บาท แถมเจ้าหูฟังประเภทนี้เป็นระบบแบบไร้สายทำให้เราไม่ต้องมาผวงเกี่ยวกับเรื่องความยาวหรือแจ๊กเสียบ

เนื่องจากภาษาเป็นปัญหาสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้

เนื่องจากทุกวันนี้การที่มนุษย์จะสื่อสารกันได้นั้น ต่างใช้ภาษาของตัวเองเป็นหลักเป็นส่วนใหญ่ มันทำให้คนที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องภาษามีโอกาสในหลายๆสิ่งหลายๆอย่าง เพราะภาษานั้นเป็นสิ่งสำคัญ คุณอาจะพลาดบางสิ่งบางอย่างหรือโอกาสไปในชีวิตคุณเลยก็ว่าได้ เจ้าหูฟังแปลภาษา ( Google Pixel Buds) นี้สามารถช่วยเหลือคุยได้อย่างมากเนื่องจากมีการรองรับภาษา 40 ภาษา อาทิเช่น ภาษา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน โปรตุเกตุ สเปน  สวีดีซ เป็นต้น และยังมีภาษาของชาติที่แปลกเข้ามาอีก เช่น ภาษา ไทย เวียดนาม เซอร์เบีย ฮังกาเลี่ยน กรีซ ญี่ปุ่น อาเมเนีย เป็นต้น

การใช้งานของหูฟังอัจฉริยะตัวนี้ยังสั่งงานได้ด้วย คือการแตะที่หูฟังทางด้านขวา (ด้านขวาเท่านั้น) แตะค้างเป็นการเลือกฟังก์ชั่นการช่วยเหลือขึ้นมาเพื่อการพูดสื่อสารออกไปว่าเราต้องการอะไรบ้างเป็นระบบการสั่งงานด้วยเสียงของเจ้าหูฟังอัจฉริยะตัวนี้ และระบบจะทำการแปลภาษาผ่านสิ่งที่เราพูดหรือรับฟังออกผ่านอุปกรณ์เสริมที่มาควบคู่กับเข้าหูฟังตัวนี้ เป็นระบบ Ai แปลภาษามาให้เราเพื่อการสื่อสารที่ดียิ่งขึ้น

แต่ก็ควรระวังคำแปลที่แปลออกมาอาจจะไม่ค่อย 100 เปอร์เซ็นนัก ในอานาตอาจมีการอัพเดทซอฟต์แวร์เลื่อยๆจากอุปกรณ์ของเจ้าหูฟังตัวนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มันมีความสเถียรให้มากยิ่งขึ้น

 

ขอบคุณเรื่องที่ให้นำมาเสนอโดย  เครื่องช่วยฟัง

แนวทางลดการเสี่ยงต่อการหกล้มของคนสูงอายุ

นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อคนสูงอายุ กล่าวว่า แนวทางลดการเสี่ยงของการหกล้มที่เห็นผลเยอะที่สุดเป็น การบริหารร่างกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกรวมทั้งข้อต่อ ช่วยหัวข้อการทรงตัว การเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกายได้ว่องไวเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการหกล้มน้อยลง แม้กระนั้นจำต้องเลือกอิริยาบถให้เหมาะสมกับบุคคลด้วย

หนทางคุ้มครองป้องกันการเสี่ยงต่อการหกล้ม

1. เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า พื้นรองเท้ามีดอกยางกันลื่น อุปกรณ์มีความยืดหยุ่น ระบายอากาศดี

2. ใช้ไม้เท้าช่วยสำหรับในการเดิน

3. บริหารร่างกายที่เหมาะสมกับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

4. ปรับแต่งสภาพแวดล้อมด้านในและรอบๆ บ้าน ให้โปร่งโล่งเตียน เดินสบาย รวมทั้งแลเห็นทุกพื้นที่ได้อย่างแจ่มแจ้ง

5. รับประทานยาให้ถูก แม้ยามีผลกระทบให้ง่วงซึม ควรจะกินแล้วไม่ลุกเดินไปไหน นั่งหรือนอนอยู่นิ่งๆแค่นั้น

6. ทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย

7. พินิจอาการใกล้กันอื่นๆ ถ้าเจอความผิดแปลกควรจะขอความเห็นหมอเพื่อหาปัจจัยรวมทั้งรับการดูแลและรักษาที่ถูก

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงวัย

1. ความเคลื่อนไหวของสายตา สายตาสั้น-ยาว หรือบางทีอาจสายตาเลือนลางโรคตาต่างๆ ที่อาจก่อให้กะประมาณการถือจับ หรือเดินได้ไม่สบายนัก

2. ภาวะกระดูกข้อต่อ กับเอ็น ที่ย่อยสลายลง

3. ระบบทางเดินปัสสาวะ อาจจะก่อให้เข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น เสี่ยงลื่นล้มในห้องน้ำได้มากกว่าเดิม

4. โรคประจำตัวต่างๆ

5. การใช้ยาบางประเภท ที่อาจมีการเสี่ยงทำให้ง่วงหงาวหาวนอน อย่างเช่น ยานอนหลับ ยาลดระดับความดันเลือด อื่นๆ อีกมากมาย

6. พื้นทางเดิน ที่อาจมีเครื่องกีดขวาง ที่อาจก่อให้สะดุดหกล้มได้ง่าย

7. ภาวะแสงสว่างข้างในบ้านที่บางทีก็อาจจะมืดมัวไปกระทั่งยากต่อการมองเห็น

8. ขั้นบันได ที่สูงหรือแคบเกินความจำเป็น ทำให้เดินไม่สบาย

9. ห้องสุขา ที่พื้นของห้ามแฉะ หรือลื่นเกินความจำเป็น

10. ครัว ที่บางทีอาจแออัดคับแคบ แล้วก็มีข้าวของเครื่องใช้ในครัวที่จัดเอาไว้แบบไม่มีระเบียบ

11. รองเท้าของผู้สูงอายุ ที่บางทีอาจไม่เหมาะสม ไม่อาจจะยึดเกาะพื้นทางเดิน หรือไม่สบายเท้า ทำให้สะดุดหกล้มได้ง่าย

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน

ทั้งนี้ปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดโรคประดูกพรุน ส่วนใหญ่จะชี้ไปว่า เนื้อกระดูกบาง การที่มีการสะสมมวลกระดูกน้อย อายุ และอื่นๆ ดังนั้นการที่จะห่างไกลจากโรคนี้ เบื้องต้นให้ลงทุนด้วยการสะสมแคลเซียมในกระดูกให้มากที่สุดในช่วงอายุก่อน 30 ปี และยังต้องรับประทานแคลเซียมและวิตามิน ดี ไปเรื่อย ๆ ตลอดชีวิต เพื่อให้กระดูกคงสภาพที่ดีและลดความเสี่ยงต่อกระดูกหัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงของอายุ

• แคลเซียม
อายุไม่ใช่เพียงตัวเลข เพราะอายุที่แตกต่างกันก็มีความต้องการปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการอาจแตกต่างในแต่ละวัย และสภาวะร่างกาย ดังนี้

– ผู้ที่มีอายุ 9-18 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน

– ผู้ที่มีอายุ 19-50 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน

– ผู้ที่มีอายุ มากกว่า 50 ปี มีความต้องการแคลเซียมเท่ากับ 1,200 มิลลิกรัม ต่อวัน

นอกจากอายุที่แตกต่างกันจะต้องได้รับแคลเซียมที่ต่างกันแล้ว ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์และคุณแม่มือใหม่ก็มีความต้องการแคลเซียมที่ต่างกัน

– สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร เท่ากับ 1,000-1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน
ทั้งนี้เราจะแนะนำอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมมากได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ นมและผลิตภัณฑ์ของนม ปลาซาร์ดีนพร้อมกระดูก ปลาตัวเล็กๆ พร้อมกระดูก กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง งาดำ กะปิ เป็นต้น

• วิตามินดี
วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม โดย ร่างกายต้องการ วิตามิน ดี วันละ 200-600 หน่วย ซึ่งในนม 1 แก้ว จะมีวิตามิน ดี 100 หน่วยและมีแคลเซียม 300 มิลลิกรัม
ทั้งนี้ผู้ที่คิดว่าร่างกายได้แคลเซียมและวิตามิน ดี จากอาหารไม่เพียงพอก็ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรรมเรื่องอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามินรวมเป็นต้น

• การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายเหมือนจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งจริงๆ ร่างกายไม่แข็งแรงก็ต้องออกกำลังกายสิ ดังนั้นการออกกำลังกายก็จะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และยังช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรงได้ โดย ให้ออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก เช่น การเต้นรำ การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะๆ ทั้งบนถนนหรือบนลู่วิ่งก็ได้ ทั้งนี้การฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการหกล้มเป็นวิธีการที่ดี ที่จะลดอุบัติการของกระดูกหักได้ เช่น การรำมวยจีนบางประเภท แต่ถ้าไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ก่อน

โรคหลอดเลือดสมอง และสาเหตุของอาการ

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่พบบ่อยมากๆ อีกโรคหนึ่ง และมีสาเหตุการเสียชีวิตมากติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยที่สาเหตุอาจจะมาจากพันธุกรรมก็ได้หรือเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็ได้ ทั้งนี้เราสามารถสังเกตสัญญาณเตือนโดยอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ดีก่อนที่จะมีอันตรายและสายเกินแก้

แพทย์กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบบ่อยและมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากที่สุดโรคหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วหากผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคนี้ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะเสี่ยงมีความพิการหลงเหลือตามมา

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดสมองซึ่งอาจจะมาจากพันธุกรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่ดีของคุณก็ได้ ตัวอย่างเช่น
• ความดันโลหิตสูง

• เบาหวาน

• ไขมันในเลือดสูง

• มีญาติสายตรงป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

• ขาดการออกกำลังกาย

• น้ำหนักเกิน

• สูบบุหรี่
เป็นต้น

5 สัญญาณอันตรายของ โรคหลอดเลือดสมอง
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักจะมีอาการอยู่แล้ว ทั้งนี้ต้องสังเกตให้ดีๆ โดยอาการเตือนที่สำคัญ คือ

1. แขน ขาอ่อนแรงซีกเดียวของร่างกาย

2. สับสน พูดลำบาก พูดไม่รู้เรื่อง

3. ตามองเห็นลดลง 1 หรือทั้ง 2 ข้าง

4. มีปัญหาการเดิน

5. มึนงง

อาการต่างๆ ที่กล่าวมานี้มักเกิดขึ้นแบบฉับพลันไม่ทันตั้งตัว จึงควรที่จะนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ให้ด่วนที่สุดภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อจะรักษาชีวิตไว้และฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติหรือใกล้เคียงได้มากที่สุด

วิธีลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

2. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม และไขมันสูง

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

4. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินกว่าเกณฑ์ปกติ

5. งดเครื่องดื่มมึนเมา

6. เลี่ยงสูบบุหรี่

7. ตรวจสุขภาพประจำปี

ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่สำคัญเลยคือการช่วยเหลือตนเองเมื่อป่วยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟู เพื่อให้ร่างกายกลับมีสภาพที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงควรรีบเข้ารักษาตัวเอง เพื่อให้สามารถกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ สำหรับวิธีการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังเข้ารับการรักษาและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต สิ่งแรกที่จะช่วยทำให้การฟื้นฟูได้ผลมากที่สุด คือ ต้องทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างแพทย์ผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากเป็นการฟื้นฟูผู้ป่วยในระดับที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือฉับพลัน เพื่อลดความพิการหรือป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีอาการโรคอยู่ในระดับที่คนไข้อ่อนแรงจากอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือไม่ หรือกำลังเจ็บป่วยที่กล้ามเนื้อและกระดูกกันแน่ แพทย์จะมีวิธีรักษาเริ่มต้นโดยการซักประวัติและเอกซเรย์สมองร่วมด้วย หากพบว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าวนี้ แพทย์จะทำการดูแลอาการป่วยให้ทรงตัวอยู่สภาพคงที่ไม่เป็นมากกว่าเดิม เพื่อเตรียมพร้อมส่งไปยังศูนย์ฟื้นฟูเพื่อกายภาพบำบัดตามลำดับ
ดังนั้น ประชาชนจึงควรมีความรู้เบื้องต้นในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและการทราบถึงอาการเบื้องต้นเพื่อจะรักษาได้ทันเวลาเพิ่มการเยียวยาอาการให้ดีขึ้น เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือดในภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ และสำหรับการดูแลที่เหมาะสมมาก ๆ สำหรับผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดในสมองแตกซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดอัตราการเสียชีวิตได้

อันตรายถึงชีวิต ดีท็อกซ์ตับแบบผิดๆ

ใครที่รู้จักคำว่า “ดีท็อกซ์” คงจะเคยได้ยินถึงข้อดีของมันมาบ้าง พูดกันง่ายๆ ก็เหมือนกันกับการล้างพิษ ล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำแล้วเชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสิ่งหมักหมมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสกปรก หรือทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ โดยทำแล้วสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งหลายจะไหลออกมาพร้อมกับอุจจาระ

ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันเป็นว่าเล่น มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ มีสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย รวมไปถึงทัวร์ล้างพิษตับไตที่ตามสถาบันต่างๆ จัดขึ้นอีกด้วย จึงมีหลายคนหลวมตัวไปเข้าคอร์สดังกล่าว หรือจำสูตรมาทำเองที่บ้าน จนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยงด่วนๆ มีคำตอบค่ะ

ล้างพิษตับผิดๆ ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

1. อดอาหาร ทานได้แต่อาหารบางประเภทที่เชื่อว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

การอดอาหารแล้วทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร หนำซ้ำยังอาจทำให้หมดพลังงาน ไม่มีแรง หน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ ยิ่งใครที่ทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจเกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้

2. สวนรูทวารหนัก

ใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย อาจเลือกวิธีสวนรูทวาร โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ หรือน้ำกาแฟเข้าไป จริงๆ แล้วด้วยวิธีที่ทำไม่ถือว่าผิด แต่หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นการดีท็อกซ์ลำไส้จนสะอาดหมดจดอย่างที่คิด แต่เป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่ายออกไป ทำให้ในอนาคตร่างกายอาจทำการขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด

3. ล้างพิษตับด้วยสารพัดสูตร

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกายก็จริง แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างที่เข้าใจกันได้ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2 อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดเต็มๆ

หากอยากดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธีจริงๆ เลือกทานอาหารที่มีกากใย เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า ดื่มในตอนเช้า แต่ยังทานอาหารครบ 5 หมู่ทุกมื้อ และไม่สวนทวาร สวนลำไส้บ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีหากไม่เคยสวนทวาร สวนลำไส้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และท้ายที่สุด ดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องง้อคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแน่นอนค่ะ

SERGISเคล็ดลับที่จะช่วยทำให้ตับของคุณแข็งแรง

SERGISเคล็ดลับที่จะช่วยทำให้ตับของคุณแข็งแรง

นอกจากผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยบำรุงตับแล้ว ยังมีอีก 5 อาหารที่่สามารถช่วยบำรุงตับได้อีกด้วย

ตับ จัดเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายของเรา

เพราะตับยนั้นจะต้องทำหน้าที่หลายอย่างมากในแต่ละวัน โดยหน้าที่หลักใหญ่ๆที่สำคัญที่สุดของตับก็คือ การกรองของเสียออกจากร่างกาย ขจัดสารพิษที่ตกค้างทจากการทานอาหาร ขับสารพิษเหล่านี้ให้ออกไปจากร่างกายของเรา ซึ่งทุกวันนี้มีอาหารที่ไม่ถูกสุขอนามัยอยู่อย่างมาก รวมไปถึงอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด จั๊งค์ฟู๊ด ทำให้เราต้องใส่ใจในการ บำรุงตับ มากขึ้นกว่าเดิมวันนี้เราจึงมี อาหาร 16 ชนิดนี้หากรับประทานอยู่เป็นประจำจะช่วยทำให้ตับแข็งแรง

1. กะหล่ำปลี อาหารบำรุงตับที่จะช่วยบำรุงตับของเราให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ กะหล่ำปลี  เพราะในกะหล่ำปลีมีส่วนในการช่วยเพิ่มกลูต้าไธโอนให้กับร่างกายของเรา สามารถล้างสารพิษบางชนิด และยังบำรุงตับได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับคนที่ต้องเผชิญทั้งมลภาวะในสสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงตามท้องถนน และสายปาร์ตี้ที่ต้องดื่มแอลกอฮอล์สังสรรค์เป็นประจำ

2. ลิ้นจี่ จะช่วยบำรุงตับ ให้ดี  เพราะลิ้นจี่ เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน กลูโคส และกรดซิตริก ซึ่งทางการแพทย์แผนจีนนั้น วิจัยแล้วว่า ลิ้นจี่เป็นอาหารบำรุงตับอย่างแท้จริง เพราะมีฤทธิ์อุ่นช่วยบรรเทาอาการอักเสบของตับได้ แต่ลิ้นจี่ก็ไม่เหมาะกับบุคคลที่มีอาการคอแห้ง เจ็บคอ ปวดฟัน หรือท้องผูกสักเท่าไหร่ เพราะอาจยิ่งทำให้อาการเหล่านั้นกำเริบหนักได้

3. แครอท เป็นอีกหนึ่งทางเลือกดีมากๆ เพราะในแครอทประกอบไปด้วยวิตามินอยู่หลายชนิด ทั้งวิตามิน A, B1, B2, C, D และ K อีกทั้งยังมีกรดโฟลิกฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี และทองแดง ซึ่งวิตามินทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะมีคุณสมบัติช่วยบำรุงตับตามศาสตร์แพทย์แผนจีน

4. วอลนัท มีสารสำคัญที่ช่วยบำรุงตับหลักๆ อยู่ 2 ชนิดด้วยกัน นั่ก็คือ กรดไขมัน โอเมก้า 3 และกลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นตัวช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากตับ ทำให้การทำงานของตับมีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

5. ข้าวกล้อง อีกหนึ่งตัวช่วยบำรุงตับได้อย่างดีก็คือ ข้าวกล้อง  เพราะในข้าวกล่องจะมีมีคาร์โบไฮเดรตสูง มีวิตามินบีรวม หากรับประทานในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะช่วยสร้างไกลโคเจนในตับ ช่วยฟื้นฟูให้ตับของเรานั้นแข็งแรง และยังทำให้ตับทำหน้าที่ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ