โรคหลอดเลือดสมอง และสาเหตุของอาการ

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคที่พบบ่อยมากๆ อีกโรคหนึ่ง และมีสาเหตุการเสียชีวิตมากติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยที่สาเหตุอาจจะมาจากพันธุกรรมก็ได้หรือเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็ได้ ทั้งนี้เราสามารถสังเกตสัญญาณเตือนโดยอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้ดีก่อนที่จะมีอันตรายและสายเกินแก้

แพทย์กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบบ่อยและมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้มากที่สุดโรคหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วหากผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคนี้ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะเสี่ยงมีความพิการหลงเหลือตามมา

ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดสมองซึ่งอาจจะมาจากพันธุกรรม หรือพฤติกรรมที่ไม่ดีของคุณก็ได้ ตัวอย่างเช่น
• ความดันโลหิตสูง

• เบาหวาน

• ไขมันในเลือดสูง

• มีญาติสายตรงป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

• ขาดการออกกำลังกาย

• น้ำหนักเกิน

• สูบบุหรี่
เป็นต้น

5 สัญญาณอันตรายของ โรคหลอดเลือดสมอง
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักจะมีอาการอยู่แล้ว ทั้งนี้ต้องสังเกตให้ดีๆ โดยอาการเตือนที่สำคัญ คือ

1. แขน ขาอ่อนแรงซีกเดียวของร่างกาย

2. สับสน พูดลำบาก พูดไม่รู้เรื่อง

3. ตามองเห็นลดลง 1 หรือทั้ง 2 ข้าง

4. มีปัญหาการเดิน

5. มึนงง

อาการต่างๆ ที่กล่าวมานี้มักเกิดขึ้นแบบฉับพลันไม่ทันตั้งตัว จึงควรที่จะนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ให้ด่วนที่สุดภายใน 3 ชั่วโมง เพื่อจะรักษาชีวิตไว้และฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติหรือใกล้เคียงได้มากที่สุด

วิธีลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

2. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม และไขมันสูง

3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

4. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินกว่าเกณฑ์ปกติ

5. งดเครื่องดื่มมึนเมา

6. เลี่ยงสูบบุหรี่

7. ตรวจสุขภาพประจำปี

ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่สำคัญเลยคือการช่วยเหลือตนเองเมื่อป่วยเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ หากไม่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟู เพื่อให้ร่างกายกลับมีสภาพที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงควรรีบเข้ารักษาตัวเอง เพื่อให้สามารถกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ สำหรับวิธีการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลังเข้ารับการรักษาและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต สิ่งแรกที่จะช่วยทำให้การฟื้นฟูได้ผลมากที่สุด คือ ต้องทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างแพทย์ผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากเป็นการฟื้นฟูผู้ป่วยในระดับที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือฉับพลัน เพื่อลดความพิการหรือป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด อีกทั้งยังเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

สำหรับการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีอาการโรคอยู่ในระดับที่คนไข้อ่อนแรงจากอัมพฤกษ์ อัมพาตหรือไม่ หรือกำลังเจ็บป่วยที่กล้ามเนื้อและกระดูกกันแน่ แพทย์จะมีวิธีรักษาเริ่มต้นโดยการซักประวัติและเอกซเรย์สมองร่วมด้วย หากพบว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าวนี้ แพทย์จะทำการดูแลอาการป่วยให้ทรงตัวอยู่สภาพคงที่ไม่เป็นมากกว่าเดิม เพื่อเตรียมพร้อมส่งไปยังศูนย์ฟื้นฟูเพื่อกายภาพบำบัดตามลำดับ
ดังนั้น ประชาชนจึงควรมีความรู้เบื้องต้นในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและการทราบถึงอาการเบื้องต้นเพื่อจะรักษาได้ทันเวลาเพิ่มการเยียวยาอาการให้ดีขึ้น เช่น การให้ยาละลายลิ่มเลือดในภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ และสำหรับการดูแลที่เหมาะสมมาก ๆ สำหรับผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดในสมองแตกซึ่งจะช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อน และลดอัตราการเสียชีวิตได้

อันตรายถึงชีวิต ดีท็อกซ์ตับแบบผิดๆ

ใครที่รู้จักคำว่า “ดีท็อกซ์” คงจะเคยได้ยินถึงข้อดีของมันมาบ้าง พูดกันง่ายๆ ก็เหมือนกันกับการล้างพิษ ล้างสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย ทำแล้วเชื่อกันว่าทำให้ระบบภายในร่างกายใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค แบคทีเรีย หรือสิ่งหมักหมมต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสกปรก หรือทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ โดยทำแล้วสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายทั้งหลายจะไหลออกมาพร้อมกับอุจจาระ

ด้วยความเชื่อนี้ จึงทำให้หลายคนหันไปทำดีท็อกซ์กันเป็นว่าเล่น มีสูตรดีท็อกซ์แพร่หลายตามโลกออนไลน์ต่างๆ มีสมุนไพรที่โฆษณาว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย รวมไปถึงทัวร์ล้างพิษตับไตที่ตามสถาบันต่างๆ จัดขึ้นอีกด้วย จึงมีหลายคนหลวมตัวไปเข้าคอร์สดังกล่าว หรือจำสูตรมาทำเองที่บ้าน จนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต วิธีดีท็อกซ์ร่างกายแบบไหนควรหลีกเลี่ยงด่วนๆ มีคำตอบค่ะ

ล้างพิษตับผิดๆ ห้ามทำ อันตรายถึงชีวิต

1. อดอาหาร ทานได้แต่อาหารบางประเภทที่เชื่อว่าช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย

การอดอาหารแล้วทานอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เช่น ดื่มแต่น้ำมะนาวโซดา น้ำมะพร้าว น้ำใบย่านาง หรือทานแต่ผลไม้ล้วนๆ นอกจากจะไม่ได้ช่วยดีท็อกซ์ร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร หนำซ้ำยังอาจทำให้หมดพลังงาน ไม่มีแรง หน้ามืด ตาลาย น้ำตาลในเลือดต่ำ ยิ่งใครที่ทานแต่ของที่ทำให้ถ่าย อาจเกิดอาการช็อคจากการขาดน้ำจนเสียชีวิตได้

2. สวนรูทวารหนัก

ใครที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย อึดอัดท้องอยากถ่ายแต่ไม่ถ่าย อาจเลือกวิธีสวนรูทวาร โดยการสอดสายน้ำเกลือที่บรรจุของเหลวอย่างน้ำ หรือน้ำกาแฟเข้าไป จริงๆ แล้วด้วยวิธีที่ทำไม่ถือว่าผิด แต่หากคนที่ทำไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่อาจไม่สะอาดพอ อาจทำให้ติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน

นอกจากนี้การสวนรูทวารหนักจะทำให้มีอุจจาระออกมาในปริมาณมาก ไม่ได้หมายความว่าเป็นการดีท็อกซ์ลำไส้จนสะอาดหมดจดอย่างที่คิด แต่เป็นการกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่มากจนเกินไป และหากล้างลำไส้บ่อยๆ อาจทำให้ลำไส้สูญเสียแบคทีเรียในกระเพาะอาหารที่มีประโยชน์ในการช่วยขับถ่ายออกไป ทำให้ในอนาคตร่างกายอาจทำการขับถ่ายด้วยตัวเองไม่ได้ จนต้องใช้วิธีสวนไปตลอด

3. ล้างพิษตับด้วยสารพัดสูตร

ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยคัดกรองสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกายก็จริง แต่การล้างพิษตับด้วยการทานอาหารบางอย่าง เช่น น้ำมันมะกอก และดีเกลือ ไม่ได้ช่วยล้างพิษในตับอย่างที่เข้าใจกันได้ เพราะดีเกลือช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้น และน้ำมันมะกอกจะปะปนออกมากับอุจจาระ จึงทำให้คนที่ทานทั้ง 2 อย่างคิดว่าทานแล้วช่วยดีท็อกซ์เอาอุจจาระ และไขมันออกมา ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดเต็มๆ

หากอยากดีท็อกซ์ร่างกายอย่างถูกวิธีจริงๆ เลือกทานอาหารที่มีกากใย เส้นใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ อย่างมะละกอสุก ลูกพรุน ธัญพืช ข้าวกล้อง หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวผสมน้ำเปล่า ดื่มในตอนเช้า แต่ยังทานอาหารครบ 5 หมู่ทุกมื้อ และไม่สวนทวาร สวนลำไส้บ่อยเกินความจำเป็น ทางที่ดีหากไม่เคยสวนทวาร สวนลำไส้ด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน และท้ายที่สุด ดื่มน้ำให้มากๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ไม่ต้องง้อคอร์สดีท็อกซ์ที่ไหนแน่นอนค่ะ

SERGISเคล็ดลับที่จะช่วยทำให้ตับของคุณแข็งแรง

SERGISเคล็ดลับที่จะช่วยทำให้ตับของคุณแข็งแรง

นอกจากผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยบำรุงตับแล้ว ยังมีอีก 5 อาหารที่่สามารถช่วยบำรุงตับได้อีกด้วย

ตับ จัดเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายของเรา

เพราะตับยนั้นจะต้องทำหน้าที่หลายอย่างมากในแต่ละวัน โดยหน้าที่หลักใหญ่ๆที่สำคัญที่สุดของตับก็คือ การกรองของเสียออกจากร่างกาย ขจัดสารพิษที่ตกค้างทจากการทานอาหาร ขับสารพิษเหล่านี้ให้ออกไปจากร่างกายของเรา ซึ่งทุกวันนี้มีอาหารที่ไม่ถูกสุขอนามัยอยู่อย่างมาก รวมไปถึงอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด จั๊งค์ฟู๊ด ทำให้เราต้องใส่ใจในการ บำรุงตับ มากขึ้นกว่าเดิมวันนี้เราจึงมี อาหาร 16 ชนิดนี้หากรับประทานอยู่เป็นประจำจะช่วยทำให้ตับแข็งแรง

1. กะหล่ำปลี อาหารบำรุงตับที่จะช่วยบำรุงตับของเราให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ กะหล่ำปลี  เพราะในกะหล่ำปลีมีส่วนในการช่วยเพิ่มกลูต้าไธโอนให้กับร่างกายของเรา สามารถล้างสารพิษบางชนิด และยังบำรุงตับได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับคนที่ต้องเผชิญทั้งมลภาวะในสสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงตามท้องถนน และสายปาร์ตี้ที่ต้องดื่มแอลกอฮอล์สังสรรค์เป็นประจำ

2. ลิ้นจี่ จะช่วยบำรุงตับ ให้ดี  เพราะลิ้นจี่ เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน กลูโคส และกรดซิตริก ซึ่งทางการแพทย์แผนจีนนั้น วิจัยแล้วว่า ลิ้นจี่เป็นอาหารบำรุงตับอย่างแท้จริง เพราะมีฤทธิ์อุ่นช่วยบรรเทาอาการอักเสบของตับได้ แต่ลิ้นจี่ก็ไม่เหมาะกับบุคคลที่มีอาการคอแห้ง เจ็บคอ ปวดฟัน หรือท้องผูกสักเท่าไหร่ เพราะอาจยิ่งทำให้อาการเหล่านั้นกำเริบหนักได้

3. แครอท เป็นอีกหนึ่งทางเลือกดีมากๆ เพราะในแครอทประกอบไปด้วยวิตามินอยู่หลายชนิด ทั้งวิตามิน A, B1, B2, C, D และ K อีกทั้งยังมีกรดโฟลิกฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี และทองแดง ซึ่งวิตามินทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะมีคุณสมบัติช่วยบำรุงตับตามศาสตร์แพทย์แผนจีน

4. วอลนัท มีสารสำคัญที่ช่วยบำรุงตับหลักๆ อยู่ 2 ชนิดด้วยกัน นั่ก็คือ กรดไขมัน โอเมก้า 3 และกลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นตัวช่วยในการกำจัดสารพิษออกจากตับ ทำให้การทำงานของตับมีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

5. ข้าวกล้อง อีกหนึ่งตัวช่วยบำรุงตับได้อย่างดีก็คือ ข้าวกล้อง  เพราะในข้าวกล่องจะมีมีคาร์โบไฮเดรตสูง มีวิตามินบีรวม หากรับประทานในปริมาณที่เพียงพอ ก็จะช่วยสร้างไกลโคเจนในตับ ช่วยฟื้นฟูให้ตับของเรานั้นแข็งแรง และยังทำให้ตับทำหน้าที่ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ